เส้นทางการเรียนในหลักสูตรเจ็ดบทเรียนเกี่ยวกับสิ่งที่เลเวอเรจยืมมาจริง ๆ หลักประกันที่ถูกกันไว้ และการถูกบังคับปิดสถานะเป็นอย่างไร
เข้าใจเลเวอเรจโดยไม่ทำให้บัญชีหมด
บทเรียนในเส้นทางนี้
7 บทเรียน
- 1 · บทเรียน 1.7
เลเวอเรจและมาร์จิน: เงินของคุณในเทรดมีเท่าไร
เลเวอเรจกำหนดว่าสถานะที่เงินฝากของคุณรองรับได้ใหญ่แค่ไหน มาร์จินคือส่วนของเงินคุณที่ถูกล็อกไว้กับสถานะขณะเทรดเปิดอยู่
- 2 · บทเรียน 1.4
ล็อต: มาตรฐาน มินิ และไมโคร
ล็อตคือปริมาณของเครื่องมือที่หนึ่งเทรดควบคุม มาตรฐานคือ 100,000 หน่วย มินิคือหนึ่งในสิบของนั้น ไมโครคือหนึ่งในร้อย
- 3 · บทเรียน 1.9
Stop loss และ take profit
สองคำสั่งที่คุณผูกกับสถานะ: อันหนึ่งปิดที่ขาดทุนที่คุณเลือกไว้ล่วงหน้า อีกอันปิดที่กำไรที่คุณเลือกไว้ล่วงหน้า
- 4 · บทเรียน 3.1
ความเสี่ยงต่อการเทรด: กฎ 1-2%
ตัดสินใจจำนวนเงินที่คุณเสียได้ในการเทรดหนึ่งครั้งก่อนตัดสินใจอย่างอื่น ทุกอย่างที่ตามมา — ขนาด สต็อป เป้าหมาย — มาจากตัวเลขนั้น
- 5 · บทเรียน 3.2
การคำนวณขนาดสถานะ
ความเสี่ยงเป็นเงิน หารด้วยระยะสต็อปเป็นพิป หารด้วยมูลค่าพิป สามตัวเลขที่คุณมีอยู่แล้ว ตามลำดับนั้น
- 6 · บทเรียน 3.4
การลดลงของทุนและช่วงขาดทุนติดต่อกัน
บัญชีลดลงจากจุดสูงสุดเท่าใด และทำไมการขาดทุนติดต่อกันจึงเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่หลักฐานว่ามีอะไรเสียหาย
- 7 · บทเรียน 3.5
การเรียกหลักประกันและการบังคับปิดสถานะ
สองระดับที่โบรกเกอร์เตือนคุณแล้วปิดสถานะของคุณ และตัวเลขที่ทำให้บัญชีไปถึงระดับนั้น
เลเวอเรจยืมอะไรจากคุณและคืนอะไรให้โบรกเกอร์
เลเวอเรจไม่ใช่เงินที่โบรกเกอร์ให้ยืมฟรี มันคือการที่โบรกเกอร์ยอมให้คุณวางเงินเพียงส่วนหนึ่งของมูลค่าสัญญา ส่วนที่เหลือโบรกเกอร์กันไว้เป็นหลักประกัน ตัวอย่างเช่น USD/THB ที่ราคา 36.4500 สัญญาขนาด 1 ล็อตมาตรฐานมีมูลค่า 100,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็นเงินบาทประมาณ 3,645,000 บาท (100,000 คูณ 36.4500) ถ้าโบรกเกอร์ให้เลเวอเรจ 1:100 คุณต้องวางหลักประกันเริ่มต้น 1% ของมูลค่านั้น คือประมาณ 36,450 บาท
ตัวเลข 36,450 บาท คือเงินที่ถูกกันไว้ในบัญชีคุณ ไม่ได้หายไปไหน แต่คุณใช้จ่ายไม่ได้ระหว่างที่สถานะยังเปิดอยู่ ถ้าราคาเคลื่อนไหวในทางที่คุณคาดไว้ กำไรจะคิดจากมูลค่าสัญญาเต็ม 100,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ไม่ใช่จากหลักประกัน 36,450 บาท ดังนั้นการเคลื่อนไหวเล็กน้อยของราคาจึงมีผลกับส่วนทุนของคุณมากกว่าที่คิด
ในทางกลับกัน ถ้าราคาเคลื่อนไหวสวนทาง ขาดทุนก็คิดจากมูลค่าสัญญาเต็มเช่นกัน ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณขาดทุน 1% ของมูลค่าสัญญา นั่นคือ 1,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 36,450 บาท ซึ่งเท่ากับหลักประกันเริ่มต้นที่คุณวางไว้พอดี นี่คือเหตุผลที่การเข้าใจขนาดสัญญาและหลักประกันเป็นพื้นฐานก่อนใช้เลเวอเรจ
หลักประกันที่ถูกกันไว้และระดับที่ทำให้ถูกบังคับปิดสถานะ
หลักประกันที่ถูกกันไว้มีสองระดับที่ต้องรู้ ระดับแรกคือหลักประกันเริ่มต้น ซึ่งเป็นเงินขั้นต่ำที่ต้องมีตอนเปิดสถานะ ระดับที่สองคือระดับหลักประกันรักษาสภาพ ซึ่งเป็นเงินขั้นต่ำที่ต้องมีระหว่างที่สถานะยังเปิดอยู่ ตัวเลขทั้งสองนี้แตกต่างกันไปในแต่ละโบรกเกอร์ คุณต้องตรวจสอบกับโบรกเกอร์ที่คุณใช้
เมื่อขาดทุนสะสมทำให้ส่วนทุนในบัญชีลดลงจนใกล้ระดับหลักประกันรักษาสภาพ โบรกเกอร์จะแจ้งเตือนให้คุณเติมเงิน ถ้าคุณไม่เติมและส่วนทุนลดลงถึงระดับบังคับปิดสถานะ โบรกเกอร์มีสิทธิ์ปิดสถานะของคุณทันทีโดยไม่ต้องขออนุญาต การปิดสถานะนี้เกิดขึ้นเพื่อจำกัดการขาดทุนไม่ให้เกินเงินในบัญชี
การถูกบังคับปิดสถานะไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นเฉพาะกับคนที่ใช้เลเวอเรจสูงเท่านั้น แต่เกิดกับทุกคนที่ปล่อยให้ขาดทุนลากยาวโดยไม่มีจุดตัดขาดทุน สิ่งที่คุณควบคุมได้คือกำหนดจุดตัดขาดทุนล่วงหน้าและคำนวณขนาดสถานะให้ขาดทุนไม่เกิน 1-2% ของทุนต่อการเทรดหนึ่งครั้ง
ลำดับการเรียนรู้ที่ทำให้เลเวอเรจไม่ทำลายบัญชี
เส้นทางนี้เริ่มจากบทเรียนเรื่องเลเวอเรจและมาร์จิน เพราะคุณต้องรู้ก่อนว่าเงินของคุณในเทรดมีเท่าไร และหลักประกันถูกกันไว้อย่างไร จากนั้นจึงไปที่ขนาดล็อต มาตรฐาน มินิ และไมโคร เพื่อให้เห็นว่าขนาดสัญญาที่ต่างกันส่งผลต่อจำนวนเงินต่อ pip อย่างไร ลำดับนี้สำคัญเพราะถ้าคุณไม่รู้ขนาดล็อต คุณจะคำนวณความเสี่ยงไม่ได้เลย
เมื่อเข้าใจล็อตแล้ว บทเรียนเรื่อง stop loss และ take profit จะสอนวิธีกำหนดจุดออกก่อนเปิดสถานะ ต่อด้วยกฎความเสี่ยง 1-2% ซึ่งเป็นเพดานขาดทุนต่อการเทรดหนึ่งครั้ง จากนั้นจึงเข้าสู่การคำนวณขนาดสถานะ ซึ่งดึงตัวเลขจากสามบทเรียนแรกมาใช้จริง ลำดับนี้ทำให้คุณไม่ต้องเดาขนาดสถานะ แต่คำนวณจากตัวเลขที่รู้
สองบทเรียนสุดท้ายคือการลดลงของทุนและช่วงขาดทุนติดต่อกัน กับการเรียกหลักประกันและการบังคับปิดสถานะ บทเรียนเหล่านี้เตรียมคุณรับมือกับวันที่ขาดทุนหลายครั้งติดกัน ซึ่งเป็นช่วงที่คนมักเพิ่มขนาดสถานะเพื่อเอาคืน และจบลงด้วยการถูกบังคับปิดสถานะ การรู้ล่วงหน้าว่าจะเกิดอะไรช่วยให้คุณหยุดได้ก่อน
ต้องเตรียมอะไรไว้ก่อนเริ่ม และจะรู้ได้อย่างไรว่าจบเส้นทางนี้แล้ว
ก่อนเปิดบทเรียนแรก ให้เตรียมสามอย่างที่ใช้ได้จริงตลอดเส้นทาง อย่างแรกคือบัญชีทดลองที่เปิดกับโบรกเกอร์ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับของ SEC Thailand เพราะเงินในบัญชีทดลองเป็นหน่วย ฿ ที่คุณตั้งเองได้ ไม่ใช่เงินจริง อย่างที่สองคือตารางบันทึกการเทรดหนึ่งไฟล์ ใช้จดจำนวนล็อต ราคาเข้าออก และผลลัพธ์เป็น ฿ ของทุกครั้ง อย่างที่สามคือเครื่องคิดเลขหรือสเปรดชีตสำหรับคิดขนาดสถานะ ทั้งสามอย่างนี้ไม่ต้องเสียค่าอะไร และทำให้บทเรียนเรื่องการคำนวณขนาดสถานะมีตัวเลขจริงให้ตรวจ ไม่ใช่แค่ทำตามในหัว
ให้เริ่มจากบทเรียนที่อธิบายว่าเงินก้อนใดถูกกันไว้เป็นหลักประกัน แล้วค่อยไปที่ขนาดล็อต เพราะสองบทนี้กำหนดว่าตัวเลขในบทที่เหลือจะใหญ่แค่ไหน ถ้าข้ามไปตั้ง stop loss ก่อนที่จะรู้ว่าหนึ่งล็อตของ USD/THB คิดเป็น ฿ เท่าไร ตัวเลขที่ตั้งไว้จะไม่สัมพันธ์กับทุนที่มี หลังจากนั้นจึงไล่ตามลำดับที่เหลือ โดยเก็บเรื่องการเรียกหลักประกันและการบังคับปิดสถานะไว้ท้ายสุด เพราะบทนั้นต้องใช้คำศัพท์จากบทก่อนหน้าทั้งหมด การเรียงแบบนี้ทำให้แต่ละบทต่อยอดจากบทที่เพิ่งอ่านจบ ไม่ต้องย้อนกลับไปหาคำนิยาม
สัญญาณว่าจบเส้นทางนี้ไม่ใช่การทำกำไรได้ แต่คือการตอบคำถามสามข้อได้โดยไม่ต้องเปิดหาคำตอบ ข้อแรก เงินที่ถูกกันไว้เป็นหลักประกันคิดเป็นสัดส่วนเท่าไรของทุนทั้งหมด ข้อสอง ถ้าราคา USD/THB เคลื่อนไปในทางที่ไม่ต้องการ จำนวน ฿ ที่หายไปคำนวณจากอะไร ข้อสาม เมื่อใดที่โบรกเกอร์จะปิดสถานะแทนคุณ และเงินที่เหลือจะกลับเข้าบัญชีผ่านการโอนธนาคารหรือ PromptPay ตามขั้นตอนของโบรกเกอร์แต่ละราย ซึ่งขั้นตอนและระยะเวลานั้นแตกต่างกันไปในแต่ละแห่ง ถ้าตอบได้ทั้งสามข้อ ถือว่าใช้เส้นทางนี้คุ้มแล้ว
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดคืออ่านจบทุกบทแล้วกลับไปเทรดด้วยขนาดสถานะเท่าเดิม ราวกับไม่ได้อ่านอะไรเลย ข้อผิดพลาดที่สองคือจดบันทึกเฉพาะครั้งที่ได้กำไร ทำให้มองไม่เห็นช่วงขาดทุนติดต่อกันซึ่งเป็นหัวใจของบทเรียนเรื่องการลดลงของทุน ข้อผิดพลาดที่สามคือปรับตัวเลขความเสี่ยงต่อการเทรดให้สูงขึ้นเมื่อรู้สึกว่าตัวเองเข้าใจแล้ว ทางแก้ทั้งสามข้อเหมือนกัน คือกลับไปดูบันทึกของตัวเองก่อนตัดสินใจเปลี่ยนอะไรหนึ่งครั้ง
ทำครั้งเดียว ทีละขั้น
คุณกำลังจะทำตามลำดับงานเจ็ดขั้นเพื่อเข้าใจเลเวอเรจโดยไม่ทำให้บัญชีหมด ทำตามลำดับนี้ตั้งแต่ต้นจนจบโดยไม่ข้ามขั้น
- 01
เตรียมบัญชีทดลองและเครื่องคำนวณ
เปิดบัญชีทดลองกับโบรกเกอร์ที่คุณสนใจ หรือใช้บัญชีจริงด้วยเงินจำนวนเล็กน้อยที่คุณยอมเสียได้ทั้งหมด เตรียมเครื่องคิดเลขหรือสเปรดชีตสำหรับคำนวณมูลค่าสัญญาและขนาดสถานะ ตั้งค่าแพลตฟอร์มให้แสดงยอดเงินเป็นบาท (THB) และเพิ่มคู่เงิน USD/THB ในรายการเฝ้าดู
- 02
ศึกษาบทเรียนเรื่องเลเวอเรจและมาร์จิน
อ่านบทเรียนแรกเพื่อให้เข้าใจว่ามูลค่าสัญญา หลักประกันเริ่มต้น และหลักประกันรักษาสภาพคืออะไร จดตัวเลขหลักประกันเริ่มต้นและหลักประกันรักษาสภาพจากโบรกเกอร์ของคุณลงในสมุด บทเรียนนี้เป็นฐานของทุกอย่างที่ตามมา
- 03
ศึกษาบทเรียนเรื่องขนาดล็อต
อ่านบทเรียนที่สองเพื่อรู้ว่าล็อตมาตรฐาน มินิ และไมโครมีขนาดเท่าไร และมูลค่าต่อ pip เป็นเงินบาทเท่าไรเมื่อเทรด USD/THB ที่ราคา 36.4500 ทดลองคำนวณด้วยตัวเองสำหรับล็อตแต่ละขนาด แล้วเขียนผลลัพธ์เทียบกัน
- 04
ฝึกกำหนด stop loss และ take profit
อ่านบทเรียนที่สามและฝึกกำหนดจุดตัดขาดทุนและจุดทำกำไรบนกราฟทดลองก่อนเปิดสถานะจริง ทดลองใส่คำสั่งเหล่านี้ในบัญชีทดลองเพื่อดูว่ามันทำงานอย่างไรเมื่อราคาแตะจุดที่กำหนด
- 05
ตั้งกฎความเสี่ยงและคำนวณขนาดสถานะ
อ่านบทเรียนที่สี่และกำหนดเพดานขาดทุนต่อการเทรดหนึ่งครั้งเป็น 1-2% ของทุน จากนั้นอ่านบทเรียนที่ห้าและฝึกคำนวณขนาดสถานะจากเพดานนั้นกับระยะห่างของ stop loss ทำซ้ำจนคำนวณได้โดยไม่ต้องเปิดสูตร
- 06
ทำความเข้าใจการลดลงของทุนและการบังคับปิดสถานะ
อ่านบทเรียนที่หกและเจ็ดเพื่อดูว่าช่วงขาดทุนติดต่อกันทำให้ทุนลดลงอย่างไร และการเรียกหลักประกันนำไปสู่การบังคับปิดสถานะได้อย่างไร ลองจำลองสถานการณ์ขาดทุนหลายครั้งติดกันในบัญชีทดลองเพื่อดูว่ายอดเงินลดลงแค่ไหนก่อนถึงจุดบังคับปิด
คำถามที่มักตามมา
ทำไมต้องเริ่มจากเลเวอเรจและมาร์จินก่อนเรื่องอื่น
เพราะเลเวอเรจเป็นตัวกำหนดว่าเงินของคุณในบัญชีจะถูกใช้เป็นหลักประกันมากน้อยแค่ไหน ถ้าไม่เข้าใจตรงนี้ การคำนวณขนาดล็อตหรือจุดตัดขาดทุนจะไม่มีฐานที่ถูกต้อง ลำดับต่อมาคือล็อต ซึ่งบอกว่ามูลค่าสัญญาและมูลค่าต่อ pip คิดเป็นเงินบาทเท่าไร จากนั้นจึงกำหนดจุดออกและเพดานความเสี่ยง การเข้าใจเลเวอเรจก่อนจึงทำให้บทเรียนที่เหลือมีความหมาย
ถ้าโบรกเกอร์ให้เลเวอเรจต่างกัน ต้องปรับอะไร
ต้องปรับจำนวนหลักประกันเริ่มต้นที่ถูกกันไว้ในบัญชี ตัวอย่าง USD/THB ที่ 36.4500 สัญญา 1 ล็อตมาตรฐานมูลค่าประมาณ 3,645,000 บาท ถ้าเลเวอเรจ 1:100 หลักประกันเริ่มต้นประมาณ 36,450 บาท แต่ถ้าเลเวอเรจ 1:200 หลักประกันเริ่มต้นจะเหลือประมาณ 18,225 บาท ตัวเลขนี้แตกต่างกันไปในแต่ละโบรกเกอร์ คุณต้องตรวจสอบกับโบรกเกอร์ที่คุณใช้
การถูกบังคับปิดสถานะเกิดขึ้นได้แม้ใช้ล็อตเล็กหรือไม่
เกิดขึ้นได้ ถ้าคุณปล่อยให้ขาดทุนสะสมโดยไม่มีจุดตัดขาดทุน ล็อตเล็กทำให้มูลค่าต่อ pip น้อยลง แต่ถ้าราคาเคลื่อนไหวสวนทางเป็นระยะทางไกล ขาดทุนก็ยังเพิ่มขึ้นจนถึงระดับที่โบรกเกอร์ต้องปิดสถานะ สิ่งที่ป้องกันได้คือกำหนดจุดตัดขาดทุนล่วงหน้าและคำนวณขนาดสถานะให้ขาดทุนไม่เกิน 1-2% ของทุนต่อการเทรดหนึ่งครั้ง
ต้องเตรียมอะไรก่อนเริ่มเส้นทางนี้
ต้องมีบัญชีซ้อมหรือบัญชีทดลองที่ใช้ราคา USD/THB จริง และต้องรู้ว่าหลักประกันเริ่มต้นกับหลักประกันรักษาสภาพของโบรกเกอร์ที่คุณใช้อยู่ที่เท่าไร เพราะตัวเลขทั้งสองนี้แตกต่างกันไปในแต่ละโบรกเกอร์ ควรเตรียมเครื่องคิดเลขหรือสเปรดชีตสำหรับคำนวณขนาดสถานะ และตั้งวงเงินทุนที่จะใช้จริงไว้ล่วงหน้า
เรียนจบเส้นทางนี้แล้วได้อะไร
ได้ความสามารถในการคำนวณว่าถ้าเปิดสถานะด้วยขนาดหนึ่ง ราคาต้องเคลื่อนไหวกี่ pip จึงจะขาดทุนถึงเพดาน 1-2% ของทุน และรู้ว่าหลักประกันถูกกันไว้เท่าไร ทำให้ตัดสินใจเปิดสถานะโดยรู้ตัวเลขล่วงหน้าแทนการเดา สิ่งนี้ช่วยลดโอกาสถูกเรียกหลักประกันและถูกบังคับปิดสถานะโดยไม่ตั้งใจ
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยระหว่างทำตามเส้นทางนี้คืออะไร
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือข้ามบทเรียนเรื่องล็อตเพราะคิดว่าเข้าใจแล้ว ทำให้คำนวณความเสี่ยงต่อ pip ผิด อีกข้อคือกำหนดจุดตัดขาดทุนแต่เลื่อนออกเมื่อราคาเข้าใกล้ เพราะกลัวขาดทุนจริง ซึ่งทำให้ขาดทุนโตเกินเพดานที่ตั้งไว้ ข้อสุดท้ายคือไม่ตรวจระดับหลักประกันรักษาสภาพของโบรกเกอร์ที่ใช้ ทำให้ไม่รู้ว่าอีกไกลแค่ไหนจะถูกบังคับปิดสถานะ
คำที่ใช้ในหน้านี้
- เลเวอเรจ
- การที่โบรกเกอร์ยอมให้คุณวางเงินเพียงส่วนหนึ่งของมูลค่าสัญญา ส่วนที่เหลือถูกกันไว้เป็นหลักประกัน ไม่ใช่เงินที่ให้ยืมฟรี แต่ทำให้ทั้งกำไรและขาดทุนคิดจากมูลค่าสัญญาเต็ม
- หลักประกันเริ่มต้น
- เงินขั้นต่ำที่ต้องมีในบัญชีตอนเปิดสถานะ คำนวณจากมูลค่าสัญญาคูณอัตราส่วนที่โบรกเกอร์กำหนด ตัวเลขนี้แตกต่างกันไปในแต่ละโบรกเกอร์
- หลักประกันรักษาสภาพ
- เงินขั้นต่ำที่ต้องมีระหว่างที่สถานะยังเปิดอยู่ ถ้าส่วนทุนลดลงใกล้ระดับนี้ โบรกเกอร์จะแจ้งเตือนให้เติมเงิน ตัวเลขนี้แตกต่างกันไปในแต่ละโบรกเกอร์
- การบังคับปิดสถานะ
- การที่โบรกเกอร์ปิดสถานะของคุณทันทีโดยไม่ต้องขออนุญาต เมื่อส่วนทุนลดลงถึงระดับที่กำหนด เกิดขึ้นเพื่อจำกัดการขาดทุนไม่ให้เกินเงินในบัญชี
- จุดตัดขาดทุน
- ราคาที่คุณกำหนดไว้ล่วงหน้าว่าจะปิดสถานะเพื่อจำกัดขาดทุน เป็นสิ่งที่คุณควบคุมได้เองและควรตั้งก่อนเปิดสถานะทุกครั้ง
- ขนาดสถานะ
- จำนวนล็อตที่คุณเปิดในการเทรดหนึ่งครั้ง ใช้คำนวณว่าถ้าราคาเคลื่อนไหวสวนทางจะขาดทุนเป็นเงินบาทเท่าไร
สิ่งที่ควรจดจำ
- เลเวอเรจทำให้กำไรและขาดทุนคิดจากมูลค่าสัญญาเต็ม ไม่ใช่จากหลักประกันที่วางไว้
- หลักประกันเริ่มต้นและหลักประกันรักษาสภาพแตกต่างกันไปในแต่ละโบรกเกอร์ ต้องตรวจสอบก่อนเปิดสถานะ
- กำหนดจุดตัดขาดทุนและคำนวณขนาดสถานะให้ขาดทุนไม่เกิน 1-2% ของทุนต่อการเทรดหนึ่งครั้ง
- การถูกบังคับปิดสถานะเกิดกับคนที่ปล่อยให้ขาดทุนลากยาวโดยไม่มีจุดตัดขาดทุน ไม่ใช่เฉพาะคนที่ใช้เลเวอเรจสูง