ข้ามไปยังเนื้อหา

Stop loss และ take profit

พื้นฐาน: การเทรดและบัญชีทำงานอย่างไรอ่าน 3 นาที
สิ่งที่คุณจะได้เรียนรู้ใน 3 นาทีบทเรียนนี้สอนเรื่อง stop loss และ take profit ซึ่งเป็นสองคำสั่งที่คุณตั้งไว้ล่วงหน้าติดกับสถานะที่เปิดอยู่ คำสั่งหนึ่งปิดสถานะเมื่อขาดทุนถึงระดับที่คุณเลือก อีกคำสั่งปิดเมื่อกำไรถึงระดับที่คุณเลือก ตัวอย่างในบทเรียนใช้คู่เงิน USD/THB ที่ราคาราว 36.4500 และคิดเงินเป็นบาททั้งหมด หนึ่งจุดบน USD/THB ขนาด 1 สแตนดาร์ดล็อตเท่ากับ ฿10 ดังนั้นขนาดล็อตที่คุณเทรดจะกำหนดว่าขาดทุนหรือกำไรกี่บาทต่อหนึ่งจุด
36.450036.448036.4540จุดเข้าจุดหยุดเป้าหมายความเสี่ยงผลตอบแทนUSD/THB
แผนภาพแสดงเส้นราคาเคลื่อนที่ขึ้นลง พร้อมเส้นสองเส้นลากไว้ล่วงหน้า เส้นหนึ่งอยู่ต่ำกว่าราคาเปิดคือ stop loss อีกเส้นอยู่สูงกว่าคือ take profit (เป็นแผนภาพเชิงสัญลักษณ์ ไม่ใช่ราคาจริง)

ระดับราคาที่คำสั่งทำงานไม่ใช่ราคาที่คุณเห็นบนหน้าจอ

stop loss และ take profit เป็นคำสั่งที่ผูกกับสถานะ แต่ราคาที่คำสั่งทำงานจริงไม่จำเป็นต้องเท่ากับระดับที่คุณตั้งไว้ ราคาในตลาดเคลื่อนที่ตลอดเวลา และคำสั่งจะทำงานเมื่อมีราคาที่ตรงหรือเลยระดับนั้น ไม่ใช่เมื่อหน้าจอแสดงเลขนั้นพอดี ถ้าตลาดกระโดดข้ามระดับที่ตั้งไว้ คำสั่งจะทำงานที่ราคาถัดไปที่หาได้ ไม่ใช่ที่ระดับเดิม

ช่องว่างนี้เกิดจากสองเรื่อง เรื่องแรกคือราคาเสนอซื้อและราคาเสนอขายต่างกัน ส่วนต่างนี้เป็นรายได้ของโบรกเกอร์และมีอยู่ทุกคำสั่ง เรื่องที่สองคือช่วงที่ตลาดเงียบ เช่น ช่วงข่าวหรือช่วงที่ตลาดปิด ราคาอาจขยับเป็นขั้นใหญ่โดยไม่มีราคาคั่นกลางให้คำสั่งทำงานที่ระดับที่ตั้งไว้

ผลคือจำนวนเงินที่คุณคำนวณไว้ล่วงหน้าอาจไม่ตรงกับที่เกิดขึ้นจริง ในทางปฏิบัติคุณควรถือว่าตัวเลขที่คำนวณได้เป็นค่าประมาณ ไม่ใช่ค่าที่รับประกัน ขนาดของความคลาดเคลื่อนนี้แตกต่างกันไปในแต่ละโบรกเกอร์และแต่ละช่วงเวลา จึงไม่มีตัวเลขเดียวที่ใช้ได้กับทุกที่

สิ่งที่คุณทำได้คือเลือกโบรกเกอร์ที่เปิดเผยเงื่อนไขการทำงานของคำสั่งไว้ชัดเจน และทดลองดูว่าราคาที่คำสั่งทำงานจริงต่างจากระดับที่ตั้งไว้เท่าไรในบัญชีทดลอง ข้อมูลนี้มีประโยชน์กว่าการเดา เพราะมันมาจากตลาดและโบรกเกอร์ที่คุณใช้จริง

การวางสองคำสั่งพร้อมกันกับทิศทางของสถานะ

สถานะที่เปิดอยู่มีทิศทางเดียว คือซื้อหรือขาย stop loss และ take profit จึงต้องวางให้สอดคล้องกับทิศทางนั้น ถ้าคุณเปิดสถานะซื้อ stop loss จะอยู่ต่ำกว่าราคาที่เปิด และ take profit จะอยู่สูงกว่า ถ้าคุณเปิดสถานะขาย ตำแหน่งจะกลับกัน

ถ้าวางสลับข้าง คำสั่งจะทำงานทันทีที่ราคาแตะระดับนั้น เพราะราคาปัจจุบันอยู่ในด้านที่ผิดแล้ว การวางผิดด้านจึงไม่ใช่การจำกัดความเสี่ยง แต่เป็นการปิดสถานะทันทีด้วยผลลัพธ์ที่คุณไม่ได้เลือก

ระยะห่างจากราคาที่เปิดถึง stop loss คือจำนวนจุดที่คุณยอมให้ราคาแกว่งก่อนยอมแพ้ ระยะห่างถึง take profit คือจำนวนจุดที่คุณต้องการเก็บ ตัวเลขสองตัวนี้เมื่อคูณกับมูลค่าต่อจุดของขนาดล็อต จะกลายเป็นจำนวนเงินที่คุณกำลังเสี่ยงและจำนวนเงินที่คุณหวังไว้

การเลือกตัวเลขสองตัวนี้ไม่ควรมาจากความรู้สึกว่าควรได้เท่าไร แต่มาจากการดูว่าราคาเคลื่อนที่ปกติกี่จุดในช่วงเวลาที่คุณถือสถานะ ถ้าตั้ง stop loss แคบกว่านั้น ราคาที่แกว่งตามปกติจะปิดสถานะของคุณก่อนที่เหตุผลที่คุณเปิดสถานะจะได้ทำงาน

การปรับคำสั่งหลังเปิดสถานะ

เมื่อราคาเคลื่อนไปในทางที่คุณต้องการ คุณสามารถเลื่อน stop loss ตามราคาเพื่อล็อกกำไรบางส่วนไว้ การเลื่อนแบบนี้เปลี่ยนความเสี่ยงที่เหลืออยู่ แต่ไม่เปลี่ยนความจริงว่ากำไรหรือขาดทุนจะเกิดเมื่อคำสั่งทำงานเท่านั้น ตราบใดที่ยังไม่ปิด ตัวเลขบนหน้าจอยังไม่ใช่เงินในบัญชี

การเลื่อน stop loss เข้ามาใกล้ราคาปัจจุบันมากเกินไปทำให้สถานะถูกปิดด้วยการแกว่งปกติ ไม่ใช่เพราะการคาดการณ์ผิด ระยะที่ปลอดภัยจึงควรอ้างอิงจากพฤติกรรมของราคา ไม่ใช่จากความอยากล็อกกำไรให้ได้มากที่สุด

take profit ก็ปรับได้เช่นกัน แต่การเลื่อนออกไปเรื่อย ๆ เพื่อหวังมากกว่าเดิมทำให้แผนเดิมหายไป และทำให้คุณไม่มีจุดที่รู้ล่วงหน้าว่าจะออกเมื่อไร การตั้งตัวเลขไว้ตั้งแต่ต้นแล้วยึดตามนั้นทำให้คุณวัดผลได้ว่าการตัดสินใจครั้งนั้นดีหรือไม่

การปรับคำสั่งเป็นเรื่องของแผน ไม่ใช่ของอารมณ์ ถ้าเหตุผลในการเลื่อนคือกลัวว่าจะเสียกำไรที่ยังไม่เกิด แปลว่าตัวเลขที่ตั้งไว้ตอนแรกอาจไม่ตรงกับความเสี่ยงที่คุณรับได้จริง การแก้ที่ถูกคือปรับขนาดล็อตให้เล็กลง ไม่ใช่เลื่อนคำสั่งไปมา

ทำไมคำสั่งหนึ่งอาจไม่ทำงานตอนราคากระโดดข้ามระดับ

ราคาในตลาดจริงไม่ได้ขยับทีละจุดอย่างต่อเนื่อง บางช่วงมีข่าวหรือช่วงเปิดตลาดที่ราคาเคลื่อนเร็วมาก ราคาอาจกระโดดข้ามระดับที่คุณตั้งไว้ไปเลยก็ได้ เมื่อเป็นเช่นนั้นคำสั่งจะทำงานที่ราคาแรกที่มีคู่ค้าในตลาด ไม่ใช่ที่ระดับของคุณ ผลคือขาดทุนจริงอาจมากกว่าที่คำนวณไว้จากจำนวนจุด เช่น ถ้าคุณตั้ง stop loss ไว้ 15 จุดบน 0.10 ล็อต คุณคำนวณขาดทุนไว้ ฿15 แต่ราคาอาจข้ามไปทำงานที่ห่างออกไป ทำให้ตัวเลขจริงสูงกว่านั้น

สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความผิดพลาดของระบบ แต่เป็นธรรมชาติของตลาดที่ราคาต้องมีอีกฝั่งมารับซื้อรับขายเสมอ ช่วงที่สภาพคล่องบาง จำนวนคำสั่งซื้อขายน้อยกว่าปกติ การเลื่อนของราคายิ่งกว้างขึ้น ระยะห่างนี้แตกต่างกันไปในแต่ละโบรกเกอร์และแต่ละช่วงเวลา จึงบอกเป็นตัวเลขตายตัวไม่ได้ว่ากว้างเท่าไร

วิธีรับมือทำได้ด้วยการเผื่อระยะไว้ในแผนตั้งแต่ต้น แทนที่จะคิดว่าขาดทุนสูงสุดคือ ฿20 พอดี ให้คิดว่าอาจมากกว่านั้นได้บ้าง และกำหนดขนาดล็อตให้เล็กพอที่แม้ตัวเลขจริงสูงขึ้นก็ยังอยู่ในระดับที่รับได้ การวางแผนแบบนี้ทำให้คุณไม่ต้องตัดสินใจตอนที่ราคากำลังวิ่ง ซึ่งเป็นจังหวะที่ตัดสินใจได้ยากที่สุด

ตัวอย่าง: 0.10 ล็อต กับ stop 20 จุด และ take 40 จุด

ขั้นตอนจำนวนหมายเหตุ
ขนาดสถานะ0.10 ล็อตหนึ่งในสิบของ 1 สแตนดาร์ดล็อต
มูลค่าต่อหนึ่งจุด฿1฿10 ต่อจุดบน 1 ล็อต คูณด้วย 0.10
ระยะ stop loss20 จุดระยะห่างจากราคาเปิดถึงระดับที่ตั้งปิดขาดทุน
ผลขาดทุนถ้า stop ทำงาน−฿2020 จุด คูณ ฿1 ต่อจุด
ระยะ take profit40 จุดระยะห่างจากราคาเปิดถึงระดับที่ตั้งปิดกำไร
ผลกำไรถ้า take ทำงาน+฿4040 จุด คูณ ฿1 ต่อจุด

ตัวเลขนี้ยังไม่รวมค่าธรรมเนียมหรือส่วนต่างราคาที่โบรกเกอร์อาจคิดเพิ่ม และราคาที่คำสั่งทำงานจริงอาจต่างจากระดับที่ตั้งไว้เล็กน้อย ขึ้นอยู่กับโบรกเกอร์และสภาพตลาด

ทำครั้งเดียว ทีละขั้น

สี่ขั้นตอนต่อไปนี้พาคุณตั้งค่าสองคำสั่งบนสถานะเดียว โดยเริ่มจากจำนวนเงินที่ยอมเสียได้ แล้วแปลงเป็นจุดตามขนาดล็อตที่คุณเลือก

  1. 01

    กำหนดจำนวนเงินที่ยอมเสียได้ต่อสถานะ

    เลือกจำนวนเงินเป็นบาทที่คุณยอมเสียได้จริงถ้าสถานะนี้ปิดที่ขาดทุน ตัวเลขนี้ควรเป็นส่วนเล็กของเงินในบัญชี ไม่ใช่จำนวนที่ทำให้คุณต้องเปลี่ยนแผนอื่นในชีวิต ตัวอย่างเช่น ฿20 สำหรับบัญชีขนาดเล็ก

  2. 02

    แปลงจำนวนเงินเป็นจำนวนจุด

    หารจำนวนเงินด้วยมูลค่าต่อจุดของขนาดล็อตที่คุณจะใช้ บน USD/THB ขนาด 0.10 ล็อต หนึ่งจุดเท่ากับ ฿1 ดังนั้น ฿20 เท่ากับ 20 จุด ผลลัพธ์คือระยะห่างจากราคาที่เปิดถึงระดับ stop loss

  3. 03

    ตรวจว่าระยะนั้นกว้างพอหรือไม่

    ดูว่าราคา USD/THB เคลื่อนที่กี่จุดในช่วงเวลาที่คุณตั้งใจถือสถานะ ถ้าระยะ 20 จุดแคบกว่าการแกว่งปกติในหนึ่งวัน ราคาอาจปิดสถานะก่อนที่เหตุผลของคุณจะได้ทำงาน ทางเลือกคือลดขนาดล็อตลงเพื่อให้ระยะห่างมากขึ้นโดยที่จำนวนเงินที่เสี่ยงยังเท่าเดิม

  4. 04

    ตั้ง take profit ให้สอดคล้องกับแผน

    เลือกจำนวนจุดที่คุณจะเก็บกำไร แล้วคำนวณเป็นบาทด้วยวิธีเดียวกัน ที่ขนาด 0.10 ล็อต 40 จุดเท่ากับ ฿40 สัดส่วนกำไรต่อขาดทุนคือ 2 ต่อ 1 เขียนตัวเลขนี้ไว้ก่อนเปิดสถานะ ไม่ใช่หลังราคาเคลื่อนไปแล้ว

  5. 05

    วางคำสั่งทั้งสองพร้อมกับสถานะ

    ถ้าเปิดสถานะซื้อ ให้วาง stop loss ต่ำกว่าราคาที่เปิดและ take profit สูงกว่า ถ้าเปิดสถานะขาย ให้กลับกัน ตรวจว่าระดับที่กรอกตรงกับจำนวนจุดที่คำนวณไว้ ไม่ใช่ตัวเลขที่ดูกลมสวย

  6. 06

    บันทึกผลหลังคำสั่งทำงาน

    เมื่อสถานะปิด ให้เทียบจำนวนเงินที่เกิดจริงกับที่คำนวณไว้ ความต่างส่วนหนึ่งมาจากส่วนต่างราคาและค่าธรรมเนียมที่โบรกเกอร์คิด ซึ่งแตกต่างกันในแต่ละแห่ง บันทึกไว้เพื่อดูว่าความคลาดเคลื่อนของคุณเป็นเท่าไรโดยทั่วไป

ข้อผิดพลาดที่คนส่วนใหญ่ทำตรงนี้

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือตั้ง stop loss กว้างมากหรือไม่ตั้งเลย เพราะคิดว่าจะรอให้ราคากลับมาเอง วิธีนั้นทำให้ขาดทุนบานปลายจนควบคุมไม่ได้ ทางที่ดีคือกำหนดจำนวนเงินที่ยอมเสียได้ก่อนเปิดสถานะ เช่น ฿20 แล้วคำนวณย้อนกลับว่าเท่ากับกี่จุดที่ขนาดล็อตของคุณ ส่วน take profit ควรตั้งให้สอดคล้องกับแผน ไม่ใช่เลื่อนออกไปเรื่อย ๆ เพราะอยากได้มากกว่าเดิม

ตรวจสอบตัวเอง

ถ้าเทรด USD/THB ขนาด 0.10 ล็อต ตั้ง stop loss ไว้ 15 จุด จะขาดทุนกี่บาทถ้าคำสั่งทำงาน

หนึ่งจุดบน 0.10 ล็อตเท่ากับ ฿1 ดังนั้น 15 จุด คูณ ฿1 เท่ากับขาดทุน ฿15

ถ้าขนาด 0.20 ล็อต ตั้ง take profit ไว้ 30 จุด จะได้กำไรกี่บาทถ้าคำสั่งทำงาน

หนึ่งจุดบน 0.20 ล็อตเท่ากับ ฿2 ดังนั้น 30 จุด คูณ ฿2 เท่ากับกำไร ฿60

ถ้าตั้ง stop 20 จุด และ take 40 จุด ที่ขนาด 0.10 ล็อต สัดส่วนกำไรต่อขาดทุนเป็นเท่าไร

ขาดทุน ฿20 และกำไร ฿40 ดังนั้นสัดส่วนกำไรต่อขาดทุนคือ 2 ต่อ 1

คำถามที่มักตามมา

ทำไมราคาที่คำสั่งทำงานจริงไม่ตรงกับระดับที่ตั้งไว้

เพราะคำสั่งทำงานเมื่อมีราคาในตลาดที่ตรงหรือเลยระดับนั้น ไม่ใช่เมื่อหน้าจอแสดงเลขนั้นพอดี ราคาเสนอซื้อกับราคาเสนอขายต่างกันเสมอ และส่วนต่างนี้มีอยู่ทุกคำสั่ง ช่วงที่ตลาดเงียบหรือมีข่าว ราคาอาจขยับเป็นขั้นใหญ่โดยไม่มีราคาคั่นกลาง ทำให้คำสั่งไปทำงานที่ราคาถัดไปที่หาได้ ขนาดของความคลาดเคลื่อนนี้แตกต่างกันไปในแต่ละโบรกเกอร์และแต่ละช่วงเวลา จึงไม่มีตัวเลขเดียวที่ใช้ได้กับทุกที่

ถ้าวาง stop loss ผิดด้านจะเกิดอะไรขึ้น

ถ้าเปิดสถานะซื้อ stop loss ต้องอยู่ต่ำกว่าราคาที่เปิด ถ้าวางไว้สูงกว่า ราคาปัจจุบันอยู่ในด้านที่ผิดแล้ว คำสั่งจะทำงานทันทีที่ราคาแตะระดับนั้น ผลคือสถานะถูกปิดทันทีด้วยผลลัพธ์ที่คุณไม่ได้เลือก การวางผิดด้านจึงไม่ใช่การจำกัดความเสี่ยง แต่เป็นการปิดสถานะก่อนเวลา

ระยะห่างของ stop loss ควรตั้งจากอะไร

ไม่ควรตั้งจากความรู้สึกว่าอยากได้หรือยอมเสียเท่าไร แต่ควรดูว่าราคาเคลื่อนที่ปกติกี่จุดในช่วงเวลาที่คุณถือสถานะ ถ้าตั้งแคบกว่านั้น ราคาที่แกว่งตามปกติจะปิดสถานะของคุณก่อนที่เหตุผลที่เปิดสถานะจะได้ทำงาน ระยะห่างนี้เมื่อคูณกับมูลค่าต่อจุดของขนาดล็อต จะกลายเป็นจำนวนเงินที่คุณกำลังเสี่ยง

เลื่อน stop loss ตามราคาได้ไหม

ทำได้ เมื่อราคาเคลื่อนไปในทางที่คุณต้องการ คุณสามารถเลื่อน stop loss ตามราคาเพื่อล็อกกำไรบางส่วนไว้ การเลื่อนแบบนี้เปลี่ยนความเสี่ยงที่เหลืออยู่ แต่ไม่เปลี่ยนความจริงว่ากำไรหรือขาดทุนจะเกิดเมื่อคำสั่งทำงานเท่านั้น ตราบใดที่ยังไม่ปิด ตัวเลขบนหน้าจอยังไม่ใช่เงินในบัญชี

ค่าธรรมเนียมและส่วนต่างราคาคิดอย่างไร

ตัวเลขที่คำนวณจากจุดยังไม่รวมค่าธรรมเนียมหรือส่วนต่างราคาที่โบรกเกอร์อาจคิดเพิ่ม ส่วนต่างราคาคือช่องว่างระหว่างราคาเสนอซื้อกับราคาเสนอขาย และมีอยู่ทุกคำสั่ง ขนาดของค่าธรรมเนียมและส่วนต่างแตกต่างกันไปในแต่ละโบรกเกอร์ จึงควรอ่านเงื่อนไขของโบรกเกอร์ที่คุณใช้ก่อนคำนวณ

ทดลองดูราคาที่คำสั่งทำงานจริงได้ที่ไหน

คุณทดลองดูได้ในบัญชีทดลอง โดยสังเกตว่าราคาที่คำสั่งทำงานจริงต่างจากระดับที่ตั้งไว้เท่าไร ข้อมูลนี้มาจากตลาดและโบรกเกอร์ที่คุณใช้จริง จึงมีประโยชน์กว่าการเดา ควรเลือกโบรกเกอร์ที่เปิดเผยเงื่อนไขการทำงานของคำสั่งไว้ชัดเจน เพื่อให้รู้ว่าคำสั่งของคุณจะทำงานอย่างไร

คำที่ใช้ในหน้านี้

stop loss
คำสั่งที่ผูกกับสถานะเพื่อปิดเมื่อขาดทุนถึงระดับที่คุณเลือกไว้ล่วงหน้า ระดับนี้ต้องวางให้สอดคล้องกับทิศทางของสถานะ ถ้าวางผิดด้าน คำสั่งจะทำงานทันที
take profit
คำสั่งที่ผูกกับสถานะเพื่อปิดเมื่อกำไรถึงระดับที่คุณเลือกไว้ล่วงหน้า ระดับนี้ต้องวางให้สอดคล้องกับทิศทางของสถานะเช่นกัน
จุด
หน่วยนับการเคลื่อนที่ของราคา บน USD/THB ขนาด 1 สแตนดาร์ดล็อต หนึ่งจุดเท่ากับ ฿10 ขนาดล็อตที่เทรดกำหนดว่าหนึ่งจุดคิดเป็นกี่บาท
ส่วนต่างราคา
ช่องว่างระหว่างราคาเสนอซื้อกับราคาเสนอขาย ส่วนต่างนี้เป็นรายได้ของโบรกเกอร์และมีอยู่ทุกคำสั่ง ขนาดของส่วนต่างแตกต่างกันไปในแต่ละโบรกเกอร์
สแตนดาร์ดล็อต
ขนาดสถานะมาตรฐานหนึ่งหน่วย บน USD/THB ขนาดนี้ทำให้หนึ่งจุดเท่ากับ ฿10 ขนาดล็อตอื่นคิดเทียบจากค่านี้
บัญชีทดลอง
บัญชีที่ใช้ดูพฤติกรรมของคำสั่งโดยไม่ใช้เงินจริง ใช้สังเกตว่าราคาที่คำสั่งทำงานจริงต่างจากระดับที่ตั้งไว้เท่าไร ข้อมูลนี้มาจากตลาดและโบรกเกอร์ที่คุณใช้จริง

สิ่งที่ควรจดจำ

  • ระดับที่ตั้งไว้เป็นเพียงระดับอ้างอิง ราคาที่คำสั่งทำงานจริงอาจต่างออกไปตามส่วนต่างราคาและสภาพตลาด
  • stop loss และ take profit ต้องวางให้สอดคล้องกับทิศทางของสถานะ มิฉะนั้นคำสั่งจะทำงานทันที
  • ระยะห่างของ stop loss ควรมาจากการดูว่าราคาแกว่งปกติกี่จุด ไม่ใช่จากความรู้สึก
  • ตัวเลขที่คำนวณได้ยังไม่รวมค่าธรรมเนียมและส่วนต่างราคา ซึ่งแตกต่างกันไปในแต่ละโบรกเกอร์
ถัดไปใน พื้นฐาน: การเทรดและบัญชีทำงานอย่างไรMT4, MT5 และ cTrader: เลือกอันไหน
การซื้อขายฟอเร็กซ์และ CFD มีความเสี่ยงสูงที่จะสูญเสียเงิน บัญชีรายย่อยส่วนใหญ่ขาดทุน ไม่มีสิ่งใดที่นี่เป็นการแนะนำให้ซื้อขายหรือการคาดการณ์ผลลัพธ์ใดๆPloyไกด์หลักสูตรของคุณ