ข้ามไปยังเนื้อหา

ความเสี่ยงต่อการเทรด: กฎ 1-2%

ความเสี่ยงและจิตใจ: บัญชีอยู่รอดได้อย่างไรอ่าน 3 นาที
สิ่งที่คุณจะได้เรียนรู้ใน 3 นาทีบทเรียนนี้สอนให้คุณตัดสินใจจำนวนเงินที่คุณยอมเสียได้ในการเทรดหนึ่งครั้งก่อนตัดสินใจอย่างอื่น ทุกอย่างที่ตามมา — ขนาด สต็อป เป้าหมาย — มาจากตัวเลขนั้น

ตัวอย่างใช้เงินจริงในบัญชี ฿36,450 และเทรด USD/THB ที่ราคา 36.4500 หนึ่งจุดบนหนึ่งสแตนดาร์ดล็อตมีค่า ฿10

คุณจะเห็นว่าการเสี่ยง ฿365 ต่อการเทรดหนึ่งครั้งนั้นต่างจากการเสี่ยง ฿7,290 อย่างไร เมื่อเกิดการเทรด 20 ครั้ง

ยอดคงเหลือ1%2%← ความเสี่ยงบัญชี
แผนภาพแสดงเส้นทางของบัญชีเมื่อเสี่ยง ฿365 ต่อการเทรด เทียบกับ ฿7,290 ต่อการเทรด เป็นภาพเชิงสัญลักษณ์ ไม่ใช่ผลการเทรดจริง

ทำไมต้องคิดเป็นเงินบาทก่อน ไม่ใช่คิดเป็นจุด

การเทรดหนึ่งครั้งมีสองหน่วยให้คิดพร้อมกัน คือจำนวนเงินในบัญชีกับจำนวนจุดบนกราฟ ตัวเลขสองตัวนี้ไม่เท่ากัน และตัวที่คุณควบคุมได้จริงคือจำนวนเงิน ถ้าคุณเริ่มจากจุดก่อน คุณจะไม่รู้ว่าจุดเหล่านั้นกินเงินไปเท่าไรจนกว่าจะปิดสถานะ แต่ถ้าคุณเริ่มจากเงินบาท ตัวเลขทุกตัวที่เหลือจะถูกบังคับให้อยู่ในกรอบที่คุณตั้งไว้เอง

สมมติเงินในบัญชีคือ ฿36,450 และคุณยอมเสีย 1% ต่อการเทรด หนึ่งเปอร์เซ็นต์ของ 36,450 คือ ฿364.50 ปัดเป็น ฿365 เพื่อให้คำนวณง่าย จำนวนนี้คือเพดาน ไม่ใช่เป้าหมาย คุณไม่ต้องใช้จนครบทุกบาท

บน USD/THB หนึ่งจุดบนหนึ่งสแตนดาร์ดล็อตมีค่า ฿10 ถ้าคุณยอมเสีย ฿365 เพดานนี้แปลงเป็นระยะสต็อปได้ 36.5 จุด เพราะ 365 หารด้วย 10 เท่ากับ 36.5 ตัวเลข 36.5 นี้ไม่ใช่คำแนะนำว่าควรวางตรงไหน มันคือผลลัพธ์ที่เกิดจากเพดานเงินของคุณเอง

สต็อปกับขนาดล็อตต้องพอดีกัน ไม่ใช่แยกกัน

เมื่อคุณมีเพดาน ฿365 และระยะสต็อปที่ต้องการแล้ว ขนาดการเทรดคือตัวแปรที่เหลือ ถ้าตลาด USD/THB เคลื่อนไหวแรง คุณอาจต้องวางสต็อปห่างขึ้น เช่น 60 จุด ขนาดที่ทำให้ 60 จุดมีค่า ฿365 คือ 0.6 สแตนดาร์ดล็อต เพราะ 365 หารด้วย 60 คูณ 10 เท่ากับ 0.608

ถ้าคุณใช้ 1 สแตนดาร์ดล็อตกับสต็อป 60 จุด ค่าเสียหายจะเท่ากับ 60 คูณ 10 เท่ากับ ฿600 ซึ่งเกินเพดาน ฿365 ไป ฿235 จำนวนนี้ไม่ได้ทำให้บัญชีหมด แต่ทำให้กฎที่คุณตั้งไว้ไม่มีความหมาย

การลดขนาดล็อตไม่ใช่การเล่นเล็ก แต่เป็นการซื้อพื้นที่ให้สต็อปทำงาน สต็อปที่แคบเกินไปจะถูกชนด้วยความผันผวนปกติ ส่วนสต็อปที่กว้างเกินไปจะกินเงินเกินเพดาน สองอย่างนี้แก้ได้ด้วยการปรับขนาด ไม่ใช่ด้วยการเลื่อนสต็อป

เมื่อขาดทุนติดกัน ตัวเลขทบต้นทำงานอย่างไร

การขาดทุน 20 ครั้งติดกันไม่ใช่เหตุการณ์ปกติ แต่เป็นกรณีที่ควรคำนวณไว้ล่วงหน้า เพราะมันบอกว่าบัญชีของคุณรับได้กี่ครั้งก่อนจะหยุดเรียน ถ้าเสี่ยง ฿365 ต่อครั้ง 20 ครั้งรวมเป็น ฿7,300 จาก ฿36,450 เหลือ ฿29,150

ถ้าเสี่ยง ฿7,290 ต่อครั้ง 20 ครั้งรวมเป็น ฿145,800 ซึ่งมากกว่าเงินในบัญชี ฿36,450 หลายเท่า คุณจะขาดทุนได้ไม่ถึง 20 ครั้ง และบัญชีจะไม่เหลือเงินสำหรับเทรดครั้งต่อไป

ตัวเลข ฿7,290 ไม่ได้ผิดเพราะมันมาก แต่ผิดเพราะมันถูกกำหนดก่อนดูว่าเงินในบัญชีมีเท่าไร ลำดับที่ถูกคือกำหนดเพดานเป็นเปอร์เซ็นต์ของเงินในบัญชี แล้วค่อยแปลงเป็นจุดและขนาดล็อต

เมื่อบัญชีลดลง เพดาน 1% ก็ลดลงตาม ถ้าเงินเหลือ ฿29,150 หนึ่งเปอร์เซ็นต์คือ ฿291.50 ขนาดการเทรดจึงต้องเล็กลงด้วย วิธีนี้ทำให้การขาดทุนแต่ละครั้งเล็กลงเรื่อย ๆ แทนที่จะเร่งให้บัญชีหมดเร็วขึ้น

ทำไมต้องเขียนตัวเลขนี้ไว้ก่อนเปิดออร์เดอร์

ตัวเลขที่คุณยอมเสียได้ในการเทรดหนึ่งครั้งไม่ควรอยู่ในหัว เพราะเมื่อราคาเคลื่อนไหวเร็ว ความคิดจะเปลี่ยนตามราคา เขียนลงในสมุดหรือไฟล์ก่อนกดออร์เดอร์ แล้วอ่านทวนหนึ่งครั้ง ตัวเลขที่เขียนไว้จะไม่เถียงกับคุณตอนตลาดผันผวน

การเขียนยังบังคับให้คุณตอบคำถามที่มักถูกข้ามไป นั่นคือถ้าการเทรดนี้ผิด คุณจะปิดที่ราคาใด คำตอบต้องเป็นราคาที่คำนวณจากจำนวนเงินที่ยอมเสีย ไม่ใช่ราคาที่คุณรู้สึกว่าตลาดควรกลับตัว

เมื่อตัวเลขอยู่บนกระดาษ การตัดสินใจครั้งต่อไปจะง่ายขึ้น คุณไม่ต้องเลือกขนาดล็อตหรือระยะสต็อปใหม่ทุกครั้งที่ราคาแกว่ง เพราะทั้งสองอย่างถูกล็อกไว้ด้วยจำนวนเงินเดียวกันแล้ว

วิธีนี้ยังทำให้คุณเทียบการเทรดหลายครั้งได้อย่างเป็นธรรม ถ้าทุกครั้งใช้จำนวนเงินที่ยอมเสียเท่ากัน ผลรวมของความผิดพลาดจะไม่กระจุกตัวอยู่ที่การเทรดครั้งใดครั้งหนึ่งเพียงครั้งเดียว

ทำไม 1% กับ 2% ให้ผลต่างกันมากเมื่อเวลาผ่านไป

ที่เงินในบัญชี ฿36,450 หนึ่งเปอร์เซ็นต์คือ ฿365 ส่วนสองเปอร์เซ็นต์คือ ฿729 ตัวเลขสองตัวนี้ห่างกันเพียง ฿364 ต่อการเทรดหนึ่งครั้ง แต่เมื่อคิดถึงการเทรดหลายสิบครั้ง ช่องว่างจะกว้างขึ้นเรื่อย ๆ เพราะจำนวนครั้งคูณเข้าไปกับส่วนต่างนั้น

ถ้าขาดทุน 10 ครั้งที่ระดับ 1% ยอดเสียรวมคือ ฿3,650 และเงินในบัญชีเหลือ ฿32,800 คิดจาก 36,450 ลบ 3,650 ที่ระดับ 2% ยอดเสียรวมคือ ฿7,290 และเหลือ ฿29,160 การฟื้นจาก ฿32,800 กลับไปที่ ฿36,450 ต้องทำกำไรประมาณ 11% แต่การฟื้นจาก ฿29,160 ต้องทำกำไรประมาณ 25%

ตัวเลข 11% มาจาก 3,650 หารด้วย 32,800 ส่วน 25% มาจาก 7,290 หารด้วย 29,160 ยิ่งบัญชีเล็กลง กำไรที่ต้องทำเพื่อกลับไปจุดเดิมก็ยิ่งสูงขึ้น นี่คือเหตุผลที่ขนาดความเสี่ยงต่อครั้งสำคัญกว่าจำนวนครั้งที่ชนะ

เปอร์เซ็นต์ที่เหมาะกับแต่ละคนจึงไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับเงินสำรองและความถี่ในการเทรด ไม่มีตัวเลขใดใช้ได้กับทุกบัญชี และไม่มีโบรกเกอร์หรือหน่วยงานใดกำหนดเปอร์เซ็นต์นี้แทนคุณ กฎ 1-2% เป็นเพียงกรอบเริ่มต้นที่ทำให้ตัวเลขยังคำนวณได้

เสี่ยง ฿365 กับ ฿7,290 ต่อการเทรด 20 ครั้ง

ขั้นตอนจำนวนหมายเหตุ
เงินในบัญชี฿36,450สมมติว่าเริ่มด้วยเงิน 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ แปลงเป็นบาทที่ราคา 36.4500
ความเสี่ยง 1% ต่อการเทรด฿3651% ของ ฿36,450 คำนวณจาก 36,450 คูณ 0.01
ความเสี่ยง 20% ต่อการเทรด฿7,29020% ของ ฿36,450 คำนวณจาก 36,450 คูณ 0.20
หนึ่งจุดบนหนึ่งสแตนดาร์ดล็อต USD/THB฿10100,000 คูณ 0.0001 แล้วแปลงเป็นบาทที่ราคา 36.4500
สต็อปเมื่อเสี่ยง ฿36536.5 จุด365 หารด้วย 10
สต็อปเมื่อเสี่ยง ฿7,290729 จุด7,290 หารด้วย 10
ผลรวมหลังขาดทุน 20 ครั้ง เมื่อเสี่ยง ฿365ขาดทุน ฿7,300365 คูณ 20
ผลรวมหลังขาดทุน 20 ครั้ง เมื่อเสี่ยง ฿7,290ขาดทุน ฿145,8007,290 คูณ 20 แต่เงินในบัญชีมีเพียง ฿36,450 จึงขาดทุนได้ไม่ถึงจำนวนนี้

โบรกเกอร์แต่ละรายอาจปัดเศษราคา คิดค่าสเปรด ค่าคอมมิชชัน หรือค่าธรรมเนียมอื่นเพิ่มเติม ตัวเลขเหล่านั้นแตกต่างกันไปในแต่ละโบรกเกอร์

ทำครั้งเดียว ทีละขั้น

สี่ขั้นตอนต่อไปนี้พาคุณคำนวณเพดานความเสี่ยงของตัวเองจากเงินในบัญชีจริง แล้วแปลงเป็นระยะสต็อปและขนาดการเทรด ทำตามลำดับ ห้ามข้ามขั้น

  1. 01

    เขียนเงินในบัญชีปัจจุบัน

    เปิดบัญชีของคุณแล้วดูยอดเงินที่ใช้เทรดได้จริง ไม่รวมเงินที่กันไว้ใช้อย่างอื่น เขียนตัวเลขนี้ลงกระดาษ ตัวอย่างในบทเรียนใช้ ฿36,450 แต่ตัวเลขของคุณอาจต่างออกไป

  2. 02

    คูณด้วยเปอร์เซ็นต์ที่คุณเลือก

    เลือกเปอร์เซ็นต์ที่คุณรับไหวถ้าขาดทุนติดกันหลายครั้ง แล้วคูณกับเงินในบัญชี หนึ่งเปอร์เซ็นต์ของ ฿36,450 คือ ฿364.50 ปัดเป็น ฿365 ตัวเลขนี้คือเพดานต่อการเทรดหนึ่งครั้ง

  3. 03

    หารด้วยค่าระยะสต็อป

    ดูว่า USD/THB เคลื่อนไหววันละกี่จุด แล้วเลือกระยะสต็อปที่อยู่นอกความผันผวนปกติ สมมติได้ 36.5 จุด หนึ่งจุดบนหนึ่งสแตนดาร์ดล็อตมีค่า ฿10 ดังนั้น 36.5 จุดมีค่า ฿365 พอดี

  4. 04

    ปรับขนาดให้ตรงเพดาน

    ถ้าระยะสต็อปที่ต้องการคือ 60 จุด ขนาดที่ทำให้ 60 จุดมีค่า ฿365 คือ 0.6 สแตนดาร์ดล็อต คำนวณโดย 365 หารด้วย 60 คูณ 10 ขนาดนี้ทำให้ค่าเสียหายไม่เกินเพดาน

  5. 05

    ตรวจตัวเลขก่อนกดส่งคำสั่ง

    คูณขนาดล็อตกับระยะสต็อปกับค่า ฿10 ต่อจุด แล้วเทียบกับเพดาน ฿365 ถ้าผลลัพธ์เกิน ให้ลดขนาดลง ถ้าต่ำกว่ามาก คุณอาจเพิ่มขนาดได้ แต่ต้องไม่เกินเพดาน

  6. 06

    บันทึกผลหลังปิดสถานะ

    จดจำนวนเงินที่เสียจริงหรือได้จริงเทียบกับเพดาน หลัง 20 ครั้ง ยอดรวมจะบอกว่ากฎนี้ทำงานหรือไม่ ตัวเลขที่จดจะช่วยให้คุณปรับเปอร์เซ็นต์ได้จากข้อมูลจริง ไม่ใช่จากความรู้สึก

ข้อผิดพลาดที่คนส่วนใหญ่ทำตรงนี้

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือคิดขนาดการเทรดก่อน แล้วค่อยมาดูทีหลังว่าจะเสียได้เท่าไร วิธีที่ถูกคือกำหนดจำนวนเงินที่ยอมเสียก่อน จากนั้นจึงคำนวณขนาดและระยะสต็อปให้พอดีกับจำนวนนั้น ถ้าคุณเสี่ยง ฿7,290 ต่อการเทรด 20 ครั้งที่ขาดทุนจะเกินเงินในบัญชี แต่ถ้าเสี่ยง ฿365 ต่อการเทรด 20 ครั้งที่ขาดทุนจะใช้เงินเพียง ฿7,300 จาก ฿36,450 คุณจึงยังมีเงินเหลือสำหรับเรียนรู้ต่อ

ตรวจสอบตัวเอง

ถ้าเงินในบัญชีคือ ฿36,450 และคุณเสี่ยง 1% ต่อการเทรด คุณยอมเสียได้กี่บาท

฿365 เพราะ 36,450 คูณ 0.01 เท่ากับ 365

ถ้าคุณยอมเสีย ฿365 และหนึ่งจุดบนหนึ่งสแตนดาร์ดล็อต USD/THB มีค่า ฿10 คุณควรวางสต็อปห่างจากราคาเข้าประมาณกี่จุด

36.5 จุด เพราะ 365 หารด้วย 10 เท่ากับ 36.5

ถ้าคุณเสี่ยง ฿7,290 ต่อการเทรด และขาดทุน 20 ครั้งติดกัน คุณจะขาดทุนรวมเท่าไร และเงินในบัญชี ฿36,450 จะเหลือเท่าไร

ขาดทุนรวม ฿145,800 แต่เงินในบัญชีมีเพียง ฿36,450 ดังนั้นคุณจะขาดทุนได้ไม่ถึงจำนวนนั้น และบัญชีจะไม่เหลือเงิน

คำถามที่มักตามมา

ทำไมต้องใช้ 1% ไม่ใช่ 5% หรือ 10%

1% เป็นเพียงตัวอย่างที่ทำให้เห็นภาพว่ากฎทำงานอย่างไร ไม่ใช่ค่าที่ถูกต้องตายตัวสำหรับทุกคน เปอร์เซ็นต์ที่คุณเลือกขึ้นอยู่กับว่าคุณรับความผันผวนของเงินในบัญชีได้แค่ไหน และคุณมีรายได้อื่นมาสมทบหรือไม่ สิ่งสำคัญคือต้องเป็นตัวเลขที่คุณกำหนดไว้ล่วงหน้าและไม่เปลี่ยนไปมาตามอารมณ์ในแต่ละวัน

ถ้าเงินในบัญชีเหลือน้อยลง ต้องคำนวณใหม่ทุกครั้งหรือไม่

ต้องคำนวณใหม่ทุกครั้งที่เงินในบัญชีเปลี่ยน เพราะเพดานเป็นเปอร์เซ็นต์ของยอดคงเหลือ ถ้าเงินลดจาก ฿36,450 เหลือ ฿29,150 หนึ่งเปอร์เซ็นต์จะลดจาก ฿365 เหลือ ฿291.50 ขนาดการเทรดจึงต้องเล็กลงตาม การทำเช่นนี้ทำให้การขาดทุนแต่ละครั้งเล็กลงเมื่อบัญชีหดตัว ไม่ใช่เร่งให้หมดเร็วขึ้น

ค่าเงินบาทที่ใช้ในตัวอย่างนี้เปลี่ยนได้หรือไม่

ได้ ราคา USD/THB เคลื่อนไหวตลอดเวลา ตัวเลข 36.4500 เป็นเพียงค่าอ้างอิงในบทเรียนนี้ เมื่อราคาจริงเปลี่ยน มูลค่าต่อจุดของสแตนดาร์ดล็อตอาจเปลี่ยนตามไปด้วย ทั้งนี้ จำนวนเงินที่คุณยอมเสีย (เชน ฿365) ยังคงเป็นตัวตั้งต้นเสมอ ส่วนจำนวนจุดจะคำนวณใหม่จากราคาและมูลค่าต่อจุด ณ ขณะนั้น

ทำไมต้องปัด ฿364.50 เป็น ฿365

การปัดเป็นจำนวนเต็มทำให้คำนวณในหัวได้เร็วขึ้นและลดความผิดพลาดจากการใช้ทศนิยมหลายตำแหน่ง ตัวเลข ฿365 ยังคงใกล้เคียงกับ 1% ของเงินในบัญชี และเมื่อนำไปหารด้วยมูลค่าต่อจุดจะได้ 36.5 จุด ซึ่งเป็นตัวเลขที่ใช้งานได้จริง การปัดขึ้นเล็กน้อยทำให้เพดานเข้มขึ้นเล็กน้อย ซึ่งปลอดภัยกว่าการปัดลง

ถ้าตลาดเคลื่อนไหวแรงจนต้องวางสต็อปห่างมากกว่า 36.5 จุด ควรทำอย่างไร

คุณต้องลดขนาดการเทรดลง เพื่อให้ค่าเสียหายยังอยู่ภายในเพดาน ฿365 เช่น ถ้าต้องวางสต็อป 60 จุด ขนาดที่ทำให้ 60 จุดมีค่า ฿365 คือประมาณ 0.6 สแตนดาร์ดล็อต (เพราะ 365 ÷ (60 × 10) = 0.608) การลดขนาดไม่ใช่การเล่นเล็ก แต่เป็นการซื้อพื้นที่ให้สต็อปทำงานโดยไม่เกินเพดานเงินของคุณ

โบรกเกอร์คิดค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม ตัวเลข ฿365 จะเปลี่ยนไปไหม

ค่าสเปรด ค่าคอมมิชชัน และค่าธรรมเนียมอื่น ๆ แตกต่างกันไปในแต่ละโบรกเกอร์ และอาจถูกหักจากบัญชีเพิ่มเติมจากค่าเสียหายจากจุด ดังนั้นเพดาน ฿365 ที่คุณตั้งไว้ควรเป็นเพดานรวมทุกอย่าง ถ้าคุณไม่แน่ใจว่าค่าธรรมเนียมเท่าไร ให้เผื่อไว้เล็กน้อยหรือสอบถามโบรกเกอร์โดยตรง ตัวเลขในบทเรียนนี้เป็นเพียงตัวอย่างการคำนวณ ไม่ใช่การรับประกันว่าค่าใช้จ่ายจริงจะเท่ากัน

คำที่ใช้ในหน้านี้

เพดานความเสี่ยง
จำนวนเงินสูงสุดที่คุณยอมเสียได้ในการเทรดหนึ่งครั้ง คำนวณจากเปอร์เซ็นต์ของเงินในบัญชี เช่น 1% ของ ฿36,450 คือ ฿365 จำนวนนี้เป็นตัวตั้งต้นก่อนคำนวณขนาดและระยะสต็อป
จุด
หน่วยที่บอกการเคลื่อนไหวของราคาในคู่เงิน หนึ่งจุดบน USD/THB หนึ่งสแตนดาร์ดล็อตมีค่า ฿10 จำนวนจุดที่ราคาเคลื่อนที่จึงแปลงเป็นเงินบาทได้โดยการคูณกับมูลค่าต่อจุด
สแตนดาร์ดล็อต
ขนาดการเทรดมาตรฐานในตลาดฟอเร็กซ์ สำหรับ USD/THB หนึ่งสแตนดาร์ดล็อตทำให้หนึ่งจุดมีค่า ฿10 ขนาดที่เล็กกว่านี้ เช่น 0.6 สแตนดาร์ดล็อต จะทำให้มูลค่าต่อจุดลดลงตามสัดส่วน
สต็อป
คำสั่งปิดสถานะอัตโนมัติเมื่อราคาเคลื่อนไปถึงระดับที่กำหนดไว้ เพื่อจำกัดการขาดทุน ระยะสต็อปคือจำนวนจุดจากราคาเข้าถึงระดับนั้น ยิ่งห่างยิ่งต้องใช้ขนาดเล็กเพื่อไม่ให้เกินเพดาน
ขาดทุนติดกัน
การเทรดที่ขาดทุนหลายครั้งต่อเนื่องกัน เช่น 20 ครั้ง ตัวเลขนี้ใช้คำนวณล่วงหน้าว่าบัญชีจะรับได้กี่ครั้งก่อนเงินหมด การขาดทุนติดกันไม่ใช่เรื่องปกติ แต่ควรเตรียมรับไว้
ทบต้น
ผลของการนำผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นแล้วไปคิดกับยอดเงินที่เหลือ ในที่นี้หมายถึงเมื่อบัญชีลดลง เพดาน 1% ก็ลดลงตาม ทำให้ขนาดการเทรดต้องเล็กลงโดยอัตโนมัติ

สิ่งที่ควรจดจำ

  • กำหนดจำนวนเงินที่ยอมเสียก่อน แล้วจึงคำนวณขนาดและระยะสต็อปให้พอดีกับจำนวนนั้น
  • ถ้าเงินในบัญชีคือ ฿36,450 การเสี่ยง 1% ต่อครั้งคือ ฿365 ซึ่งแปลงเป็นระยะสต็อป 36.5 จุดบน USD/THB หนึ่งสแตนดาร์ดล็อต
  • เมื่อบัญชีลดลง เพดาน 1% จะลดตาม ขนาดการเทรดจึงต้องเล็กลงเพื่อให้การขาดทุนแต่ละครั้งเล็กลง
  • โบรกเกอร์แต่ละรายมีค่าสเปรด ค่าคอมมิชชัน และการปัดเศษต่างกัน ตัวเลขจริงจึงอาจแตกต่างจากตัวอย่าง
ถัดไปใน ความเสี่ยงและจิตใจ: บัญชีอยู่รอดได้อย่างไรการคำนวณขนาดสถานะ
การซื้อขายฟอเร็กซ์และ CFD มีความเสี่ยงสูงที่จะสูญเสียเงิน บัญชีรายย่อยส่วนใหญ่ขาดทุน ไม่มีสิ่งใดที่นี่เป็นการแนะนำให้ซื้อขายหรือการคาดการณ์ผลลัพธ์ใดๆPloyไกด์หลักสูตรของคุณ