การลดลงของทุนและช่วงขาดทุนติดต่อกัน
สมมติบัญชีเริ่มต้นที่ ฿100,000 และคุณเสี่ยง 2% ของบัญชีต่อหนึ่งไม้ นั่นคือ ฿2,000 ต่อไม้ ตัวเลขนี้จะถูกใช้ตลอดทั้งบทเรียน
การวัดการลดลงของทุนจากจุดสูงสุดด้วยตัวเลขจริง
การลดลงของทุนคือผลต่างระหว่างยอดสูงสุดที่บัญชีเคยทำได้กับยอดปัจจุบัน คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของยอดสูงสุดนั้น สมมติบัญชีขึ้นไปถึง ฿120,000 แล้วลดลงมาเหลือ ฿108,000 ยอดลดลง ฿12,000 คิดเป็น 10% เพราะ ฿12,000 หาร ฿120,000 แล้วคูณ 100 ตัวเลขนี้บอกขนาดของหลุมที่ต้องปีนกลับ ไม่ได้บอกว่าตลาดเป็นอย่างไร
ถ้าเริ่มจาก ฿100,000 และขาดทุน 2% ต่อไม้ติดกัน 6 ไม้ ยอดจะเหลือ ฿88,600 คิดจากการคูณ 0.98 หกครั้ง แล้วคูณ ฿100,000 การลดลงจากจุดสูงสุดคือ ฿11,400 หรือ 11.4% เพราะ ฿11,400 หาร ฿100,000 แล้วคูณ 100 จะเห็นว่าขาดทุนเพียง 2% ต่อไม้ แต่ยอดลดลงมากกว่าที่หลายคนคาดไว้
การจะกลับไปที่ ฿100,000 จาก ฿88,600 ต้องทำกำไร ฿11,400 คิดเป็น 12.9% ของยอดปัจจุบัน เพราะ ฿11,400 หาร ฿88,600 แล้วคูณ 100 ตัวเลข 12.9% มากกว่า 11.4% เพราะฐานคำนวณเล็กลง ยิ่งหลุมลึก การปีนกลับยิ่งต้องใช้เปอร์เซ็นต์มากขึ้น
ช่วงขาดทุนติดต่อกันเกิดขึ้นได้ตามความน่าจะเป็น
ถ้าโอกาสชนะของแต่ละไม้อยู่ที่ 50% ความน่าจะเป็นที่จะขาดทุนติดกัน 6 ไม้ คือ 0.5 ยกกำลัง 6 เท่ากับ 1.5625% หรือประมาณ 1 ใน 64 ครั้งของการทดลองแบบนี้ แต่ละครั้งคือชุดไม้ 6 ไม้ ไม่ได้หมายความว่าใน 64 ชุดจะมีหนึ่งชุดที่ขาดทุนติดกันเสมอไป
ถ้าโอกาสชนะลดลงเหลือ 40% ความน่าจะเป็นที่จะขาดทุน 6 ไม้ติดคือ 0.6 ยกกำลัง 6 เท่ากับ 4.6656% หรือประมาณ 1 ใน 21 ชุด ยิ่งโอกาสชนะต่ำลง จำนวนครั้งที่คาดว่าจะเจอช่วงขาดทุนติดกันก็ยิ่งถี่ขึ้น ตัวเลขนี้คำนวณจากสมมติฐานว่าแต่ละไม้เป็นอิสระต่อกัน
ในทางปฏิบัติ ราคาไม่ได้สุ่มแบบเป็นอิสระเสมอไป ช่วงตลาดเงียบหรือตลาดผันผวนอาจทำให้ผลลัพธ์ของไม้ต่าง ๆ เกี่ยวข้องกันบ้าง ตัวเลข 1 ใน 64 และ 1 ใน 21 จึงเป็นเพียงการประมาณ ไม่ใช่การรับประกันว่าจะเกิดหรือไม่เกิดในบัญชีจริง
ผลของค่าธรรมเนียมและการจดบันทึกต่อการอ่านยอดลดลง
ตัวอย่างก่อนหน้าคำนวณจาก ฿2,000 ต่อไม้ แต่ในบัญชีจริงมีค่าสเปรดและค่าคอมมิชชันที่โบรกเกอร์อาจคิดเพิ่ม และแต่ละโบรกเกอร์อาจปัดเศษราคาต่างกัน ถ้าค่าสเปรดบนหนึ่งสแตนดาร์ดล็อตอยู่ที่ ฿10 ต่อไม้ ขาดทุน 20 จุดจะกลายเป็น ฿200 บวก ฿10 เท่ากับ ฿210 ต่อไม้ ยอดลดลงจริงจึงมากกว่าที่คำนวณไว้
การจดบันทึกทุกไม้ควรมีอย่างน้อย cz สี่ตัวเลข คือ ยอดบัญชีก่อนเข้า ราคาเข้า ราคาออก และค่าธรรมเนียมที่ถูกหัก เมื่อนำยอดปัจจุบันไปเทียบกับยอดสูงสุดในบันทึก จะได้เปอร์เซ็นต์การลดลงของทุนโดยไม่ต้องเดาจากความรู้สึก ตัวเลขจากบันทึกยังช่วยให้เห็นว่าช่วงขาดทุนติดกันเกิดบ่อยแค่ไหนในสภาพตลาดจริง
การรู้ตัวเลขการลดลงของทุนไม่เปลี่ยนความน่าจะเป็นของไม้ถัดไป แต่ช่วยให้ตัดสินใจล่วงหน้าได้ เช่น กำหนดไว้ว่าถ้ายอดลดลงถึง 15% จะลดขนาดความเสี่ยงต่อไม้ลงครึ่งหนึ่ง การตัดสินใจแบบนี้ทำตอนที่ยังไม่ขาดทุน ดีกว่าตัดสินใจตอนที่กำลังขาดทุนติดกันและอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง
ทำไมการลดลงเท่าเดิมจึงต้องใช้กำไรเพิ่มขึ้น
เมื่อบัญชีลดลงจากจุดสูงสุด จำนวนเงินที่ต้องทำกลับคืนจะไม่เท่ากับจำนวนที่หายไป เพราะกำไรคิดจากฐานที่เล็กลง สมมติบัญชีลดจาก ฿100,000 เหลือ ฿80,000 ยอดที่หายไปคือ ฿20,000 หรือ 20% แต่การจะกลับไปที่ ฿100,000 ต้องทำกำไร ฿20,000 จากฐาน ฿80,000 ซึ่งคิดเป็น 25% เพราะ ฿20,000 หาร ฿80,000 แล้วคูณ 100
ตัวเลขนี้คำนวณได้จากสองค่าที่อยู่ข้างหน้าเสมอ คือยอดที่หายไปและยอดที่เหลืออยู่ จึงไม่ต้องอาศัยการประมาณจากความรู้สึก
ถ้ายอดลดลงลึกกว่านี้ ส่วนต่างจะกว้างขึ้นอีก สมมติเหลือ ฿60,000 ต้องทำกำไร ฿40,000 จากฐาน ฿60,000 ซึ่งคิดเป็น 66.7% เพราะ ฿40,000 หาร ฿60,000 แล้วคูณ 100
การขาดทุน 40% จึงต้องใช้กำไรเกือบ 67% เพื่อกลับไปจุดเดิม ไม่ใช่ 40% อย่างที่หลายคนเข้าใจ
เมื่อความเสี่ยงต่อไม้ถูกกำหนดเป็นเปอร์เซ็นต์คงที่ของบัญชี ขนาดไม้จะเล็กลงเองเมื่อบัญชีลดลง เงินที่ต้องทำคืนจึงไม่บานปลายเร็วเท่ากรณีที่เพิ่มขนาดไม้ระหว่างช่วงขาดทุน
วิธีอ่านตัวเลขนี้ให้เป็นคือจดยอดจุดสูงสุดไว้ข้างยอดปัจจุบันทุกครั้งที่บันทึกผล แล้วคำนวณทั้งจำนวนเงินและเปอร์เซ็นต์ที่ต้องทำคืนจากยอดที่เหลือจริง
ขาดทุน 6 ครั้งติดกันด้วยความเสี่ยง 2% ต่อไม้
| ขั้นตอน | จำนวน | หมายเหตุ |
|---|---|---|
| เงินในบัญชีก่อนเริ่ม | ฿100,000 | สมมติฐานตั้งต้นของบทเรียน |
| ความเสี่ยงต่อหนึ่งไม้ | ฿2,000 | 2% ของ ฿100,000 |
| ขาดทุนครั้งที่ 1 | ฿98,000 | ฿100,000 ลบ ฿2,000 |
| ขาดทุนครั้งที่ 2 | ฿96,000 | ฿98,000 ลบ ฿2,000 |
| ขาดทุนครั้งที่ 3 | ฿94,000 | ฿96,000 ลบ ฿2,000 |
| ขาดทุนครั้งที่ 4 | ฿92,000 | ฿94,000 ลบ ฿2,000 |
| ขาดทุนครั้งที่ 5 | ฿90,000 | ฿92,000 ลบ ฿2,000 |
| ขาดทุนครั้งที่ 6 | ฿88,000 | ฿90,000 ลบ ฿2,000 |
| ยอดลดลงจากจุดสูงสุด | ฿12,000 | ฿100,000 ลบ ฿88,000 |
| คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ | 12% | ฿12,000 หาร ฿100,000 แล้วคูณ 100 |
ตัวเลขนี้ยังไม่รวมค่าสเปรดและค่าคอมมิชชันที่โบรกเกอร์อาจคิดเพิ่ม และแต่ละโบรกเกอร์อาจปัดเศษราคาต่างกัน จึงทำให้ยอดจริงต่างจากตัวอย่างได้
ทำครั้งเดียว ทีละขั้น
สี่ขั้นตอนต่อไปนี้เป็นวิธีคำนวณและบันทึกการลดลงของทุนในบัญชีจริง โดยเริ่มจากตัวเลขที่คุณมีอยู่แล้ว
- 01
เขียนยอดสูงสุดและยอดปัจจุบัน
เปิดบันทึกแล้วเขียนยอดสูงสุดที่บัญชีเคยทำได้ และยอดปัจจุบันไว้คู่กัน สมมติยอดสูงสุดคือ ฿120,000 และยอดปัจจุบันคือ ฿108,000 หาผลต่างได้ ฿12,000 จากนั้นหารด้วย ฿120,000 แล้วคูณ 100 จะได้ 10%
- 02
นับจำนวนไม้ที่ขาดทุนติดกัน
ย้อนดูบันทึกว่าขาดทุนติดกันกี่ไม้ และแต่ละไม้ขาดทุนกี่บาท รวมเป็น ฿12,000 หรือไม่ ถ้าขาดทุน 6 ไม้ ๆ ละ ฿2,000 รวมเป็น ฿12,000 พอดี ตัวเลขนี้บอกขนาดของช่วงขาดทุน ไม่ได้บอกว่าอะไรเสียหาย
- 03
คำนวณเปอร์เซ็นต์ที่ต้องทำกลับ
นำผลต่าง ฿12,000 หารด้วยยอดปัจจุบัน ฿108,000 แล้วคูณ 100 จะได้ 11.1% ตัวเลขนี้คือกำไรที่ต้องทำจากยอดปัจจุบันเพื่อกลับไปที่ ฿120,000 สังเกตว่ามากกว่า 10% เพราะฐานคำนวณเล็กลง
- 04
หักค่าธรรมเนียมออกจากกำไรสุทธิ
ตรวจว่าค่าธรรมเนียมที่ถูกหักไปแล้วรวมอยู่ใน ฿12,000 หรือยัง ถ้ายัง ให้นำค่าสเปรดและค่าคอมมิชชันต่อไม้มาบวกเพิ่ม สมมติไม้ละ ฿10 หกไม้รวม ฿60 ยอดขาดทุนจริงจะเป็น ฿12,060
- 05
กำหนดระดับเตือนล่วงหน้า
เขียนตัวเลขไว้ล่วงหน้าว่าถ้าการลดลงของทุนถึงกี่เปอร์เซ็นต์จะทำอะไร เช่น ถึง 15% จะลดความเสี่ยงต่อไม้จาก 2% เหลือ 1% การตัดสินใจไว้ก่อนช่วยให้ไม่ต้องตัดสินใจตอนกำลังขาดทุนติดกัน
- 06
ทบทวนบันทึกทุกสัปดาห์
นำบันทึกมาเทียบยอดสูงสุดกับยอดปัจจุบันอีกครั้งทุกสัปดาห์ เพื่อดูแนวโน้มของเปอร์เซ็นต์การลดลง ไม่ต้องแก้ไขระบบทุกครั้งที่ขาดทุน ให้ดูว่าตัวเลขยังอยู่ในกรอบที่กำหนดไว้หรือไม่
ข้อผิดพลาดที่คนส่วนใหญ่ทำตรงนี้
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือเมื่อขาดทุนติดต่อกันหลายครั้ง ผู้ลงทุนมักเพิ่มขนาดไม้เพื่อหวังเอาทุนคืนในไม้เดียว ซึ่งทำให้ความเสี่ยงต่อไม้สูงขึ้นและยอดลดลงเร็วขึ้นกว่าตัวอย่างข้างต้น อีกด้านหนึ่งคือการหยุดซื้อขายทันทีเพราะคิดว่าตลาดเสียหรือระบบพัง ทั้งที่การขาดทุนติดต่อกันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ตามปกติ สิ่งที่ควรทำคือกำหนดความเสี่ยงต่อไม้ไว้ล่วงหน้าเป็นเปอร์เซ็นต์คงที่ของบัญชี และจดบันทึกทุกไม้เพื่อดูว่ายอดลดลงจากจุดสูงสุดเท่าใดจริง ไม่ใช่เดาจากความรู้สึกตรวจสอบตัวเอง
ถ้าบัญชีมี ฿50,000 และเสี่ยง 2% ต่อไม้ หนึ่งไม้คิดเป็นเงินเท่าใด
฿1,000 เพราะ ฿50,000 คูณ 2 แล้วหาร 100
ถ้าขาดทุน ฿1,000 ติดกัน 4 ครั้ง จากบัญชี ฿50,000 ยอดเหลือเท่าใด และลดลงกี่เปอร์เซ็นต์
เหลือ ฿46,000 เพราะ ฿50,000 ลบ ฿4,000 และลดลง 8% เพราะ ฿4,000 หาร ฿50,000 แล้วคูณ 100
ถ้า USD/THB อยู่ที่ 36.4500 และหนึ่งจุดบนหนึ่งสแตนดาร์ดล็อตเท่ากับ ฿10 การขาดทุน 20 จุดบนหนึ่งสแตนดาร์ดล็อตคิดเป็นเงินเท่าใด
฿200 เพราะ 20 คูณ ฿10
คำถามที่มักตามมา
ทำไมขาดทุนไม้ละ 2% แต่ยอดลดลงมากกว่า 2%
เพราะแต่ละไม้คิด 2% จากยอดที่เหลืออยู่ ไม่ใช่จากยอดเริ่มต้น หลังขาดทุนไม้แรก ยอดลดลงแล้ว ไม้ถัดไปจึงคิด 2% จากยอดที่เล็กลง แต่ผลรวมของการขาดทุนยังบวกเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จากตัวอย่าง ฿100,000 ขาดทุน 6 ไม้ติดกันด้วย 2% ต่อไม้ ยอดเหลือ ฿88,600 ลดลง 11.4% ไม่ใช่ 12% พอดี เพราะการคูณ 0.98 หกครั้งไม่ได้เท่ากับการลบ 2% หกครั้ง
ขาดทุนติดกันกี่ไม้จึงถือว่าผิดปกติ
ไม่มีตัวเลขใดบอกว่าผิดปกติ เพราะจำนวนไม้ที่ขาดทุนติดกันขึ้นอยู่กับโอกาสชนะของแต่ละไม้ ถ้าโอกาสชนะ 50% ความน่าจะเป็นที่จะขาดทุน 6 ไม้ติดคือ 1.5625% หรือประมาณ 1 ใน 64 ชุดของ 6 ไม้ ถ้าโอกาสชนะ 40% ตัวเลขนี้เพิ่มเป็น 4.6656% หรือประมาณ 1 ใน 21 ชุด การขาดทุนติดกันจึงเป็นส่วนหนึ่งของความน่าจะเป็น ไม่ใช่หลักฐานว่ามีอะไรเสียหาย
หลังขาดทุนติดกัน ควรเพิ่มขนาดไม้เพื่อเอาทุนคืนหรือไม่
การเพิ่มขนาดไม้ทำให้ความเสี่ยงต่อไม้สูงขึ้น และยอดลดลงเร็วขึ้นกว่าตัวอย่างที่คำนวณจาก 2% คงที่ การเอาทุนคืนในไม้เดียวต้องอาศัยการคาดเดาทิศทางซึ่งไม่แน่นอน สิ่งที่ทำได้คือกำหนดความเสี่ยงต่อไม้เป็นเปอร์เซ็นต์คงที่ไว้ล่วงหน้า แล้วจดบันทึกทุกไม้เพื่อดูยอดลดลงจากจุดสูงสุดจริง ไม่ใช่ตัดสินจากความรู้สึกหลังขาดทุนหลายครั้ง
การลดลงของทุน 15% ต้องทำกำไรกลับกี่เปอร์เซ็นต์
ถ้ายอดสูงสุดคือ ฿100,000 และลดลง 15% ยอดปัจจุบันเหลือ ฿85,000 การกลับไปที่ ฿100,000 ต้องทำกำไร ฿15,000 คิดเป็น 17.6% ของยอดปัจจุบัน เพราะ ฿15,000 หาร ฿85,000 แล้วคูณ 100 ตัวเลข 17.6% มากกว่า 15% เพราะฐานคำนวณเล็กลง ยิ่งหลุมลึก เปอร์เซ็นต์ที่ต้องทำกลับยิ่งสูงขึ้น
ค่าสเปรดและค่าคอมมิชชันทำให้ยอดลดลงต่างจากตัวอย่างเท่าใด
ตัวอย่างในบทนี้คำนวณจาก ฿2,000 ต่อไม้ ยังไม่รวมค่าสเปรดและค่าคอมมิชชันที่โบรกเกอร์อาจคิดเพิ่ม และแต่ละโบรกเกอร์อาจปัดเศษราคาต่างกัน ถ้าค่าสเปรดบนหนึ่งสแตนดาร์ดล็อตอยู่ที่ ฿10 ต่อไม้ ขาดทุน 20 จุดจะกลายเป็น ฿200 บวก ฿10 เท่ากับ ฿210 ต่อไม้ ยอดลดลงจริงจึงมากกว่าที่คำนวณไว้ ควรดูตัวเลขค่าธรรมเนียมจริงจากโบรกเกอร์ที่ใช้
ควรจดบันทึกอะไรบ้างเพื่อดูการลดลงของทุน
อย่างน้อยควรมีสี่ตัวเลข คือ ยอดบัญชีก่อนเข้า ราคาเข้า ราคาออก และค่าธรรมเนียมที่ถูกหัก เมื่อนำยอดปัจจุบันไปเทียบกับยอดสูงสุดในบันทึก จะได้เปอร์เซ็นต์การลดลงของทุนโดยไม่ต้องเดาจากความรู้สึก ตัวเลขจากบันทึกยังช่วยให้เห็นว่าช่วงขาดทุนติดกันเกิดบ่อยแค่ไหนในสภาพตลาดจริง และช่วยตัดสินใจล่วงหน้า เช่น ลดความเสี่ยงต่อไม้ลงครึ่งหนึ่งเมื่อยอดลดลงถึง 15%
คำที่ใช้ในหน้านี้
- การลดลงของทุน
- ผลต่างระหว่างยอดสูงสุดที่บัญชีเคยทำได้กับยอดปัจจุบัน คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของยอดสูงสุดนั้น ตัวเลขนี้บอกขนาดของหลุมที่ต้องปีนกลับ ไม่ได้บอกว่าตลาดเป็นอย่างไร
- ช่วงขาดทุนติดกัน
- ลำดับของไม้ที่ขาดทุนต่อเนื่องกันหลายไม้ จำนวนไม้ที่ขาดทุนติดกันเป็นไปตามความน่าจะเป็นของแต่ละไม้ ไม่ได้หมายความว่าระบบเสียหรือตลาดผิดปกติ
- โอกาสชนะ
- สัดส่วนของไม้ที่คาดว่าจะทำกำไรได้ ถ้าโอกาสชนะ 50% หมายถึงครึ่งหนึ่งของไม้ทั้งหมดที่ทดลองทำกำไร ตัวเลขนี้ใช้คำนวณความน่าจะเป็นที่จะขาดทุนติดกันหลายไม้
- ความเสี่ยงต่อไม้
- จำนวนเงินที่ยอมเสียได้ในหนึ่งไม้ คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของยอดบัญชีปัจจุบัน การกำหนดไว้ล่วงหน้าเป็นเปอร์เซ็นต์คงที่ทำให้ขนาดไม้ไม่บานปลายหลังขาดทุนหลายครั้ง
- ค่าสเปรด
- ส่วนต่างระหว่างราคาซื้อกับราคาขายที่โบรกเกอร์คิดไว้ เป็นต้นทุนที่ถูกหักทุกครั้งที่เข้าและออกไม้ ค่าสเปรดแตกต่างกันในแต่ละโบรกเกอร์และแต่ละช่วงเวลา
- การปัดเศษราคา
- การปรับทศนิยมของราคาให้เป็นค่าที่โบรกเกอร์กำหนด แต่ละโบรกเกอร์อาจปัดเศษต่างกัน ทำให้ยอดจริงต่างจากตัวอย่างที่คำนวณไว้ได้
สิ่งที่ควรจดจำ
- การลดลงของทุนวัดจากยอดสูงสุด ไม่ใช่จากยอดเริ่มต้น และบอกขนาดของหลุมที่ต้องปีนกลับ
- ขาดทุนติดกันหลายไม้เป็นเรื่องของความน่าจะเป็น ไม่ใช่หลักฐานว่ามีอะไรเสียหาย
- การเพิ่มขนาดไม้หลังขาดทุนทำให้ความเสี่ยงต่อไม้สูงขึ้นและยอดลดลงเร็วขึ้น
- จดบันทึกทุกไม้เพื่อดูตัวเลขจริง และกำหนดความเสี่ยงต่อไม้เป็นเปอร์เซ็นต์คงที่ไว้ล่วงหน้า