แนวโน้ม แนวรับ และแนวต้าน
แนวรับและแนวต้านไม่ใช่เส้นกฎตายตัว แต่เป็นระดับที่ราคาเคยหยุดหรือกลับทิศมาก่อน จึงมักมีคำสั่งซื้อขายตั้งอยู่แถวนั้น จำนวนครั้งที่ราคาแตะระดับหนึ่ง ๆ ช่วยให้เราวางแผนจุดเข้าออกและจุดตัดขาดทุนได้เป็นตัวเลข
แนวโน้มคือทิศทางที่ราคาเดินซ้ำ ๆ ไม่ใช่การทำนายอนาคต
แนวโน้มคือทิศทางที่ราคาเคลื่อนไหวซ้ำ ๆ ในช่วงเวลาหนึ่ง ถ้าราคาทำจุดสูงใหม่และจุดต่ำใหม่ไล่กันขึ้นมา เราเรียกสิ่งนั้นว่าแนวโน้มขาขึ้น ถ้าราคาทำจุดสูงใหม่และจุดต่ำใหม่ไล่กันลงไป เราเรียกสิ่งนั้นว่าแนวโน้มขาลง ส่วนการที่ราคาแกว่งไปมาในกรอบเดิมโดยไม่ทำจุดใหม่ เราเรียกว่าไม่มีแนวโน้ม แนวโน้มเป็นคำอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่ใช่คำสัญญาว่าจะเกิดต่อ
บนคู่เงิน USD/THB ที่ราคาราว 36.4500 การขยับหนึ่งจุดในหลักทศนิยมตำแหน่งที่สี่มีค่า ฿10 ต่อหนึ่งล็อตมาตรฐาน ถ้าราคาไต่จาก 36.4000 ไป 36.4500 นั่นคือ 500 จุด คิดเป็น ฿5,000 ต่อหนึ่งล็อตมาตรฐาน ตัวเลขนี้ช่วยให้เห็นว่าแนวโน้มหนึ่งทิศทางมีมูลค่าเป็นเงินบาทเท่าไร ไม่ใช่แค่เส้นบนจอ
การอ่านแนวโน้มให้เริ่มจากกรอบเวลาใหญ่ก่อน แล้วค่อยดูกรอบเวลาเล็ก แนวโน้มในกรอบวันอาจขึ้น ขณะที่กรอบสิบนาทีลงสลับกันไปมา สองสิ่งนี้ไม่ขัดกัน เพราะเป็นคนละช่วงเวลา ผู้เริ่มต้นมักสับสนเพราะดูกรอบเดียวแล้วคิดว่าเห็นภาพทั้งหมด วิธีที่ชัดกว่าคือเขียนกรอบเวลาที่ดูไว้ข้าง ๆ ตัวเลขทุกครั้ง
แนวรับและแนวต้านคือบริเวณที่คำสั่งซื้อขายเคยหนาแน่น
แนวรับคือบริเวณที่ราคาเคยลงไปแล้วหยุดหรือเด้งกลับ แนวต้านคือบริเวณที่ราคาเคยขึ้นไปแล้วหยุดหรือย้อนลง สาเหตุที่บริเวณเหล่านี้มีความหมายเพราะมีคำสั่งซื้อขายจำนวนมากตั้งอยู่แถวนั้น ทั้งจากคนที่รอเข้าซื้อ คนที่รอขายทำกำไร และคนที่รอตัดขาดทุน ระดับเหล่านี้จึงเป็นบริเวณ ไม่ใช่เส้นตรงเส้นเดียว
ความหนาแน่นของคำสั่งไม่ได้วัดจากจำนวนครั้งที่ราคาแตะเพียงอย่างเดียว ต้องดูว่าราคาแตะแล้วเกิดอะไรขึ้น แตะแล้วเด้งแรงออกห่าง ต่างจากแตะแล้วไต่กินระดับนั้นไปทีละนิด อย่างหลังมักบอกว่าฝั่งที่ตั้งคำสั่งไว้เริ่มอ่อนลง การนับครั้งจึงควรนับควบคู่กับลักษณะการตอบสนองของราคา
เมื่อแนวรับหรือแนวต้านถูกทะลุผ่าน บทบาทของมันมักเปลี่ยน ระดับที่เคยเป็นแนวต้านอาจกลายเป็นแนวรับเมื่อราคากลับมาทดสอบจากด้านบน ปรากฏการณ์นี้เกิดเพราะคนที่พลาดรอบก่อนรอจังหวะเข้าที่ระดับเดิม ไม่มีกฎรับประกันว่าการสลับบทบาทจะเกิดขึ้นทุกครั้ง แต่การรู้ว่ามันเกิดขึ้นได้ช่วยให้วางแผนล่วงหน้าได้ดีขึ้น
วางแผนด้วยตัวเลขก่อนตัดสินใจ
การรู้ระดับอย่างเดียวไม่พอ ต้องแปลงระดับให้เป็นตัวเลขความเสี่ยงก่อน ถ้าแนวต้านอยู่ที่ 36.4500 และราคาปัจจุบันอยู่ที่ 36.4000 ระยะห่างคือ 500 จุด คิดเป็น ฿5,000 ต่อหนึ่งล็อตมาตรฐาน ตัวเลขนี้บอกทันทีว่าถ้าเข้าซื้อตรงนี้แล้วตั้งจุดตัดขาดทุนใต้แนวรับ ต้องใช้เงินเท่าไรจึงจะไม่เสี่ยงเกินที่รับได้
สมมติว่าเผื่อระยะ 80 จุด และยอมขาดทุนได้ ฿800 ต่อสถานะ 80 จุด คูณ ฿10 เท่ากับ ฿800 ต่อหนึ่งล็อตมาตรฐาน จึงใช้ขนาดหนึ่งล็อตมาตรฐานพอดี แต่ถ้าต้องเผื่อ 160 จุด เพราะระดับห่างกว่า 160 จุด คูณ ฿10 เท่ากับ ฿1,600 ต่อหนึ่งล็อตมาตรฐาน ต้องลดขนาดลงเหลือครึ่งล็อตมาตรฐานเพื่อให้ขาดทุนสูงสุดยังอยู่ที่ ฿800
ขนาดสถานะที่คำนวณได้ไม่ใช่คำแนะนำให้เข้าออเดอร์ เป็นเพียงการทำให้ความเสี่ยงเป็นตัวเลขที่ตรวจสอบได้ ก่อนส่งคำสั่งควรเทียบกับยอดเงินในบัญชีจริงด้วย เงินที่ใช้เทรดควรเป็นเงินที่ยอมเสียได้โดยไม่กระทบค่าใช้จ่ายประจำ ตัวเลขบนหน้าจอทุกตัวควรเขียนลงกระดาษก่อนกดปุ่ม เพื่อให้เห็นภาพรวมก่อนตัดสินใจ
แนวโน้มกับแนวรับแนวต้านอยู่ด้วยกันอย่างไร
แนวโน้มกับแนวรับแนวต้านไม่ได้แยกจากกัน แต่ทำงานร่วมกัน ราคาที่เดินขึ้นเป็นแนวโน้มขาขึ้นมักสร้างแนวรับใหม่ที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ ส่วนราคาที่เดินลงเป็นแนวโน้มขาลงมักสร้างแนวต้านใหม่ที่ต่ำลงเรื่อย ๆ การดูทั้งสองอย่างพร้อมกันช่วยให้เห็นว่าระดับไหนยังมีความหมายอยู่ และระดับไหนถูกทำลายไปแล้ว
เมื่อราคาในแนวโน้มขาขึ้นย้อนลงมาแตะแนวรับแล้วเด้งกลับ ระดับนั้นยังใช้ได้ แต่ถ้าราคาหลุดลงต่ำกว่าแนวรับเดิมและปิดตัวต่ำกว่านั้น ระดับดังกล่าวถือว่าเสียความหมาย แนวรับเก่าอาจกลายเป็นแนวต้านใหม่ในภายหลัง เพราะคำสั่งซื้อที่ค้างอยู่แถวนั้นถูกใช้ไปแล้ว
การนับจำนวนครั้งที่ราคาแตะระดับหนึ่งช่วยบอกความแข็งของระดับนั้น แต่ไม่ได้บอกผลลัพธ์ล่วงหน้า ระดับที่แตะหลายครั้งอาจแตกออกในครั้งถัดไป หรืออาจยังรับไว้ได้อีกก็ได้ ตัวเลขที่ใช้ได้จริงคือระยะห่างจากระดับนั้นถึงจุดตัดขาดทุนของคุณ
ยกตัวอย่าง USD/THB ที่ 36.4500 ถ้าราคาแตะระดับนี้มาแล้วสามครั้ง และคุณเผื่อระยะ 50 จุด คูณ ฿10 ต่อจุด บน 1 ล็อตมาตรฐาน ความเสี่ยงสูงสุดคือ ฿500 ต่อครั้ง ถ้าเพิ่มเป็น 80 จุด ตัวเลขจะเปลี่ยนเป็น ฿800 ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมต้องคำนวณก่อนทุกครั้ง ไม่ใช่หลังเปิดสถานะ
สี่ครั้งที่แตะแนวต้าน 36.4500 กับจุดตัดขาดทุน ฿800
| ขั้นตอน | จำนวน | หมายเหตุ |
|---|---|---|
| ราคาที่แนวต้าน | 36.4500 | ระดับที่ราคาแตะครั้งที่หนึ่งและครั้งที่สอง |
| ราคาที่แนวต้านครั้งที่สาม | 36.4480 | แตะใกล้ระดับเดิมแต่ไม่ทะลุ ถือเป็นการยืนยันแนวต้าน |
| ขนาดสถานะ | 1 ล็อตมาตรฐาน | 100,000 หน่วย ของ USD/THB |
| ค่าของหนึ่งจุด (pip) | ฿10 | 100,000 คูณ 0.0001 เท่ากับ 10 บาท |
| จุดตัดขาดทุนห่างจากแนวต้าน | 80 จุด | ตั้งไว้เหนือแนวต้าน 0.0080 บาท |
| ขาดทุนสูงสุดถ้าจุดตัดขาดทุนทำงาน | ฿800 | 80 จุด คูณ ฿10 ต่อจุด |
| ราคาที่จุดตัดขาดทุน | 36.4580 | 36.4500 บวก 0.0080 |
โบรกเกอร์แต่ละรายอาจปัดเศษราคา คิดค่าสเปรด หรือมีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม ตัวเลขเหล่านั้นจึงแตกต่างกันไปในแต่ละที่ ควรตรวจสอบจากเอกสารของโบรกเกอร์ที่ใช้จริง
ทำครั้งเดียว ทีละขั้น
สี่ขั้นตอนต่อไปนี้เป็นลำดับที่ทำได้จริงบนแผนภูมิ เพื่อให้เห็นว่าระดับหนึ่ง ๆ กลายเป็นตัวเลขบาทได้อย่างไร
- 01
เปิดกรอบเวลาใหญ่ก่อน
เริ่มจากกรอบวันเพื่อดูทิศทางหลักของ USD/THB จากนั้นค่อยดูกรอบสี่ชั่วโมงเพื่อยืนยันทิศเดียวกัน การดูจากใหญ่ไปเล็กช่วยลดการสับสนจากความผันผวนสั้น
- 02
ทำเครื่องหมายระดับที่ราคาเคยหยุด
ลากเส้นแนวนอนตรงบริเวณที่ราคาเคยเด้งกลับอย่างชัดเจน อย่างน้อยสองครั้งจึงถือว่าระดับนั้นน่าสนใจ บันทึกวันที่และราคาที่แตะไว้ข้างเส้น เพื่อให้รู้ว่าข้อมูลมาจากช่วงใด
- 03
นับระยะเป็นจุดและเป็นบาท
วัดระยะจากราคาปัจจุบันถึงระดับเป็นจำนวนจุด แล้วคูณ ฿10 ต่อจุดสำหรับหนึ่งล็อตมาตรฐาน เขียนผลลัพธ์ทั้งสองหน่วยไว้คู่กัน จะเห็นความเสี่ยงเป็นเงินบาททันที
- 04
กำหนดจุดตัดขาดทุนก่อนขนาดสถานะ
เลือกระยะเผื่อที่ห่างจากระดับพอสมควร แล้วนำไปหารจำนวนเงินที่ยอมขาดทุนได้ ผลลัพธ์คือขนาดสถานะที่ใช้ได้ ถ้าผลออกมาเป็นเศษ ให้ปัดลงเพื่อความปลอดภัย
- 05
ตรวจสอบเงื่อนไขของโบรกเกอร์
ค่าสเปรด ค่าธรรมเนียม และการปัดเศษราคาแตกต่างกันในแต่ละโบรกเกอร์ ตัวเลขเหล่านั้นเปลี่ยนผลลัพธ์จริง จึงควรอ่านเอกสารของโบรกเกอร์ที่ใช้อยู่ก่อนคำนวณครั้งสุดท้าย
ข้อผิดพลาดที่คนส่วนใหญ่ทำตรงนี้
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือวางจุดตัดขาดทุนชิดแนวต้านเกินไป เพราะคิดว่าราคาจะไม่ทะลุ แต่ราคาอาจแกว่งเลยระดับนั้นชั่วคราวแล้วย้อนกลับ ทำให้ถูกตัดขาดทุนก่อนที่แนวโน้มจะกลับตามที่คิด วิธีที่ควรทำคือเผื่อระยะห่างจากแนวต้านให้พอสมควร แล้วคำนวณขนาดสถานะจากระยะนั้น เช่น ถ้าเผื่อ 80 จุด และยอมขาดทุนได้ ฿800 ก็ใช้ 1 ล็อตมาตรฐาน แต่ถ้าเผื่อ 160 จุด ควรลดขนาดสถานะลงเหลือครึ่งหนึ่งเพื่อให้ขาดทุนสูงสุดยังอยู่ที่ ฿800ตรวจสอบตัวเอง
ถ้าแนวต้านอยู่ที่ 36.4500 และคุณวางจุดตัดขาดทุนห่างออกไป 50 จุด บนสถานะ 1 ล็อตมาตรฐาน จะขาดทุนสูงสุดกี่บาท
50 จุด คูณ ฿10 ต่อจุด เท่ากับ ฿500
ถ้าคุณยอมขาดทุนได้เพียง ฿300 และต้องเผื่อระยะ 60 จุด ควรใช้ขนาดสถานะเท่าไรเมื่อเทียบกับ 1 ล็อตมาตรฐาน
60 จุด คูณ ฿10 เท่ากับ ฿600 ต่อ 1 ล็อตมาตรฐาน ดังนั้นเพื่อให้ขาดทุนสูงสุด ฿300 ต้องใช้ขนาดสถานะครึ่งล็อตมาตรฐาน
คำถามที่มักตามมา
ระดับแนวรับกับแนวต้านใช้ได้นานแค่ไหน
ไม่มีอายุตายตัว ระดับหนึ่งอาจใช้ได้หลายเดือนหรือหมดความหมายในไม่กี่วัน ขึ้นอยู่กับว่ายังมีคำสั่งซื้อขายตั้งอยู่แถวนั้นหรือไม่ เมื่อราคาทะลุผ่านไปไกลและไม่กลับมาแตะอีก ระดับนั้นมักถูกมองข้ามไปในที่สุด วิธีที่ตรงไปตรงมาคือดูว่าราคายังตอบสนองต่อระดับนั้นอยู่หรือไม่ ถ้าแตะแล้วแทบไม่ขยับ ระดับนั้นก็อ่อนลงแล้ว
ทำไมราคาแตะแนวต้านแล้วไม่ย้อนกลับทุกครั้ง
เพราะแนวต้านเป็นเพียงบริเวณที่คำสั่งขายเคยหนาแน่น ไม่ใช่กำแพงที่ห้ามราคาผ่าน เมื่อคำสั่งฝั่งขายถูกใช้จนหมด แรงซื้อที่เหลือก็ดันราคาผ่านขึ้นไปได้ สิ่งที่ตามมาคือราคาอาจไต่ต่อหรือย้อนกลับมาทดสอบระดับเดิมจากด้านบน จำนวนครั้งที่แตะจึงไม่เท่ากับความแน่นอนของการย้อนกลับ
ถ้าระยะจากราคาปัจจุบันถึงแนวรับไกลมาก ควรทำอย่างไร
ระยะที่ไกลขึ้นหมายถึงจุดตัดขาดทุนต้องห่างขึ้น และขาดทุนต่อหนึ่งล็อตมาตรฐานก็มากขึ้นตามไปด้วย ทางเลือกคือลดขนาดสถานะลงเพื่อให้จำนวนเงินที่เสี่ยงยังเท่าเดิม ตัวอย่างเช่น ถ้าเผื่อ 160 จุด คูณ ฿10 เท่ากับ ฿1,600 ต่อหนึ่งล็อตมาตรฐาน การยอมขาดทุน ฿800 จึงต้องใช้ครึ่งล็อตมาตรฐาน ขนาดสถานะคือเครื่องมือปรับความเสี่ยง ไม่ใช่ระยะห่างของจุดตัดขาดทุน
ควรใช้กรอบเวลาไหนเป็นหลัก
ให้เริ่มจากกรอบเวลาใหญ่ก่อนเพื่อดูทิศทางรวม แล้วค่อยลงมาดูกรอบเล็กเพื่อหาจังหวะเข้า แนวรับและแนวต้านที่เห็นในกรอบวันมักมีน้ำหนักมากกว่าระดับที่เห็นในกรอบห้านาที เพราะมีคำสั่งซื้อขายตั้งอยู่มากกว่า สองกรอบไม่ขัดกัน เพียงแต่ตอบคำถามคนละข้อ เขียนกรอบเวลากำกับไว้ข้างตัวเลขทุกครั้งเพื่อไม่ให้สับสน
ค่าสเปรดและค่าธรรมเนียมทำให้ตัวเลขเปลี่ยนไปแค่ไหน
ตัวเลข ฿10 ต่อจุดที่ใช้ในบทเรียนนี้เป็นค่าอ้างอิงสำหรับหนึ่งล็อตมาตรฐานบน USD/THB โบรกเกอร์แต่ละรายอาจปัดเศษราคา คิดค่าสเปรด หรือมีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม ตัวเลขเหล่านั้นจึงแตกต่างกันไปในแต่ละที่ ผลลัพธ์จริงหลังหักต้นทุนอาจน้อยกว่าที่คำนวณไว้ ควรตรวจสอบจากเอกสารของโบรกเกอร์ที่ใช้จริงก่อนวางแผนทุกครั้ง
แนวโน้มกับแนวรับแนวต้าน อันไหนควรดูก่อน
ทั้งสองอย่างตอบคำถามคนละข้อ แนวโน้มบอกทิศทางที่ราคาเดินซ้ำ ๆ ส่วนแนวรับและแนวต้านบอกบริเวณที่คำสั่งซื้อขายเคยหนาแน่น การรู้ทิศทางโดยไม่รู้ระดับทำให้ตั้งจุดตัดขาดทุนได้ยาก ในทางกลับกัน การรู้ระดับโดยไม่รู้ทิศทางก็ทำให้เข้าผิดทางได้ง่าย เริ่มจากแนวโน้มในกรอบเวลาใหญ่ แล้วใช้ระดับในกรอบเล็กวางแผนจุดเข้าและจุดตัดขาดทุน
คำที่ใช้ในหน้านี้
- แนวโน้ม
- ทิศทางที่ราคาเคลื่อนไหวซ้ำ ๆ ในช่วงเวลาหนึ่ง ถ้าราคาทำจุดสูงใหม่และจุดต่ำใหม่ไล่กันขึ้น เรียกว่าแนวโน้มขาขึ้น ถ้าไล่กันลง เรียกว่าแนวโน้มขาลง เป็นคำอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่ใช่คำสัญญาว่าจะเกิดต่อ
- แนวรับ
- บริเวณที่ราคาเคยลงไปแล้วหยุดหรือเด้งกลับ มักมีคำสั่งซื้อรออยู่แถวนั้น จึงเป็นบริเวณไม่ใช่เส้นตรงเส้นเดียว และอาจหมดความหมายเมื่อราคาทะลุผ่านไปไกล
- แนวต้าน
- บริเวณที่ราคาเคยขึ้นไปแล้วหยุดหรือย้อนลง มักมีคำสั่งขายรออยู่แถวนั้น เมื่อถูกทะลุผ่าน ระดับนั้นอาจกลายเป็นแนวรับในการทดสอบครั้งต่อไป
- ล็อตมาตรฐาน
- หน่วยขนาดสถานะที่ใช้ในบทเรียนนี้ โดยหนึ่งจุดบน USD/THB มีค่า ฿10 ต่อหนึ่งล็อตมาตรฐาน ใช้เป็นฐานในการคำนวณว่าขาดทุนสูงสุดกี่บาทเมื่อกำหนดระยะจุดตัดขาดทุน
- จุดตัดขาดทุน
- ระดับราคาที่กำหนดไว้ล่วงหน้าเพื่อปิดสถานะเมื่อขาดทุนถึงจำนวนที่ยอมรับได้ ต้องคำนวณจากระยะห่างถึงแนวรับหรือแนวต้าน และต้องเผื่อระยะให้พอสมควร ไม่วางชิดระดับเกินไป
- จุด
- หน่วยนับการเคลื่อนไหวของราคาในหลักทศนิยมตำแหน่งที่สี่ บน USD/THB ที่ราคาราว 36.4500 การขยับหนึ่งจุดมีค่า ฿10 ต่อหนึ่งล็อตมาตรฐาน ตัวเลขนี้ใช้แปลงระยะราคาเป็นเงินบาท
สิ่งที่ควรจดจำ
- แนวโน้มคือคำอธิบายทิศทางที่ราคาเดินซ้ำ ๆ ไม่ใช่การทำนายอนาคต
- แนวรับและแนวต้านเป็นบริเวณที่คำสั่งซื้อขายเคยหนาแน่น ไม่ใช่เส้นกฎตายตัว และอาจสลับบทบาทกันได้
- แปลงทุกระยะราคาเป็นเงินบาทก่อนตัดสินใจ โดยใช้ ฿10 ต่อจุดต่อหนึ่งล็อตมาตรฐานเป็นฐานคำนวณ
- ขนาดสถานะคือเครื่องมือปรับความเสี่ยง เมื่อระยะจุดตัดขาดทุนกว้างขึ้น ต้องลดขนาดลงเพื่อให้ขาดทุนสูงสุดเท่าเดิม
- ค่าสเปรด ค่าธรรมเนียม และการปัดเศษแตกต่างกันไปในแต่ละโบรกเกอร์ ควรตรวจสอบจากเอกสารของโบรกเกอร์ที่ใช้จริง