อินดิเคเตอร์: MA, RSI, MACD, Bollinger
เมื่อจบบทนี้ คุณจะเห็นว่าอินดิเคเตอร์แต่ละตัวให้ข้อมูลต่างกัน และไม่มีตัวใดบอกอนาคตได้ ตัวอย่างใช้คู่ USD/THB ที่ราคาประมาณ 36.4500 โดยหนึ่งจุด (pip) บนสัญญาขนาดมาตรฐานหนึ่งสัญญามีค่า ฿10
การรู้ว่าตัวเลขแต่ละตัวมาจากสูตรใด ช่วยให้คุณไม่คาดหวังผลลัพธ์เกินจริง และเข้าใจว่าทำไมสัญญาณจากอินดิเคเตอร์จึงไม่ควรใช้เพียงลำพัง
ค่า pip คำนวณจากอะไร และทำไมต้องรู้ก่อนอ่านอินดิเคเตอร์
ก่อนอ่านค่า MA RSI MACD หรือ Bollinger ต้องรู้ก่อนว่ากำไรขาดทุนคิดเป็นเงินบาทได้อย่างไร คู่ USD/THB ที่ราคา 36.4500 ขยับหนึ่ง pip หมายถึงราคาเปลี่ยน 0.0001 บาทต่อหนึ่งดอลลาร์ ถ้าถือ 1 สัญญามาตรฐาน มูลค่าหนึ่ง pip เท่ากับ ฿10 ตัวเลขนี้ทำให้เราแปลงการเคลื่อนไหวของราคาเป็นเงินบาทได้ทันที
ถ้าราคาเคลื่อนจาก 36.4500 ไป 36.4520 ต่างกัน 20 pip คิดเป็น 20 คูณ ฿10 เท่ากับ ฿200 ถ้าโบรกเกอร์คิดค่าธรรมเนียม ฿50 ต่อสัญญา ผลสุทธิคือ ฿200 ลบ ฿50 เท่ากับ ฿150 ตัวเลขนี้คือผลลัพธ์จริงหลังหักค่าธรรมเนียม
อินดิเคเตอร์ทุกตัวคำนวณบนราคา ไม่ได้คำนวณบนกำไรของคุณ ค่า pip และค่าธรรมเนียมจึงไม่ปรากฏในสูตรของ MA RSI MACD หรือ Bollinger เลย คุณต้องคิดแยกเองทุกครั้งว่าสัญญาณที่เห็นคุ้มกับต้นทุนหรือไม่ ค่าธรรมเนียมและค่า pip จริงแตกต่างกันในแต่ละโบรกเกอร์ ควรตรวจสอบกับโบรกเกอร์ของคุณโดยตรง
MA กับ RSI ใช้หน้าต่างเวลาต่างกันจึงตอบสนองไม่พร้อมกัน
MA คือค่าเฉลี่ยของราคาปิดย้อนหลังจำนวนหนึ่งช่วง สมมติใช้ราคาปิด 5 วันล่าสุด ได้แก่ 36.4500 36.4600 36.4550 36.4700 และ 36.4650 ผลรวมคือ 182.3000 หารด้วย 5 ได้ 36.4600 ค่านี้คือจุดบนเส้น MA ห้าวัน
ทุกครั้งที่มีวันใหม่เข้ามา ราคาเก่าสุดหลุดออกจากชุดคำนวณ ค่าเฉลี่ยจึงขยับตามข้อมูลใหม่ แต่ขยับช้ากว่าราคาจริงเสมอ เพราะยังถ่วงด้วยราคาเก่าอยู่ ยิ่งจำนวนวันมาก เส้นยิ่งเรียบและยิ่งช้า
RSI ไม่ได้เฉลี่ยราคา มันเทียบขนาดการขึ้นกับการลงในช่วงเวลาหนึ่ง สมมติ 14 ช่วง มีค่าเฉลี่ยการขึ้น 0.0450 และค่าเฉลี่ยการลง 0.0150 อัตราส่วนคือ 3.0000 สูตร RSI คือ 100 ลบ (100 หาร (1 บวก 3.0000)) ได้ 75.00 ค่านี้สูงกว่า 70 จึงอยู่ในโซนที่คนเรียกว่าซื้อมากเกินไป แต่คำว่าเกินไปไม่ได้แปลว่าราคาจะกลับทันที
MACD กับ Bollinger วัดคนละอย่างจากราคาชุดเดียวกัน
MACD ต่างจาก MA ตรงที่ไม่ได้ใช้ค่าเฉลี่ยเดียว แต่ใช้ผลต่างของสองค่า สมมติเส้นเร็วคือ EMA 12 ช่วงเท่ากับ 36.4700 และเส้นช้าคือ EMA 26 ช่วงเท่ากับ 36.4500 ผลต่างคือ 0.0200 ค่านี้คือเส้น MACD ส่วนเส้นสัญญาณคือค่าเฉลี่ยของเส้น MACD อีกที จึงช้ากว่าเส้น MACD เอง
ถ้าถือ 1 สัญญาณมาตรฐานและราคาเปลี่ยน 20 pip มูลค่าคือ ฿200 ก่อนหักค่าธรรมเนียม ถ้าโบรกเกอร์คิด ฿50 ต่อสัญญา รับสุทธิ ฿150 ตัวเลขนี้ไม่เกี่ยวกับว่า MACD ตัดขึ้นหรือตัดลง เพราะ MACD บอกทิศของโมเมนตัม ไม่ได้บอกขนาดกำไรเป็นบาท
Bollinger Bands วัดการกระจายของราคา ใช้ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานของราคาย้อนหลังบวกและลบรอบเส้นกลาง สมมติเส้นกลาง 36.4500 และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.0200 ขอบบนคือ 36.4500 บวก 0.0200 เท่ากับ 36.4700 ขอบล่างคือ 36.4500 ลบ 0.0200 เท่ากับ 36.4300 ช่วงกว้าง 0.0400 คิดเป็น 400 pip เมื่อราคาแกว่งมาก แถบจะกว้างขึ้นเอง ไม่ได้แปลว่าราคาแพงหรือถูก
ทำไมค่าที่อ่านได้จึงเปลี่ยนตามจำนวนแท่งเทียนที่เลือก
อินดิเคเตอร์ทุกตัวในบทนี้ต้องใช้จำนวนแท่งเทียนย้อนหลังเป็นตัวตั้งต้น ถ้าเลือก 14 แท่ง ค่าที่ได้จะมาจากราคา 14 แท่งล่าสุดเท่านั้น พอแท่งใหม่เกิดขึ้น ราคาเก่าสุดจะหลุดออกจากชุดคำนวณ ค่าเดิมจึงถูกแทนที่ทุกครั้งที่แท่งใหม่ปิด จำนวนแท่งนี้เองที่ทำให้ MA แบบ 20 กับ MA แบบ 50 ตอบสนองต่างกัน ทั้งที่ใช้สูตรเฉลี่ยเหมือนกัน
ลองนับด้วยตัวเลข สมมติราคาปิด 5 แท่งล่าสุดของ USD/THB คือ 36.4000, 36.4200, 36.4500, 36.4300 และ 36.4700 ผลรวมเท่ากับ 182.1700 หารด้วย 5 ได้ 36.4340 ตัวเลข 36.4340 นี้คือค่าเฉลี่ยของห้าแท่งนั้น พอแท่งถัดไปปิดที่ 36.5000 ราคา 36.4000 จะหลุดออก ผลรวมใหม่คือ 182.2700 หารด้วย 5 ได้ 36.4540 ค่าเฉลี่ยขยับขึ้น 0.0200 โดยที่ราคาเพิ่งขยับแท่งเดียว
ประเด็นที่ต้องเห็นคือ ตัวหารกับตัวตั้งมาจากชุดเดียวกันเสมอ ถ้าเพิ่มจำนวนแท่ง ตัวหารมากขึ้น ผลรวมก็มากขึ้นตาม ค่าที่ออกมาจึงนิ่งกว่า แต่ก็ตามราคาช้ากว่า การเปลี่ยนจำนวนแท่งไม่ใช่การปรับความแม่นยำ เป็นเพียงการเลือกระยะเวลาที่ต้องการมอง
ค่า RSI กับ MACD ก็ใช้หลักเดียวกัน RSI เทียบขนาดการขึ้นกับการลงภายในหน้าต่างที่เลือก ส่วน MACD เทียบเส้นเฉลี่ยสองเส้นที่ใช้จำนวนแท่งไม่เท่ากัน Bollinger ใช้ค่าเฉลี่ยบวกส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของหน้าต่างเดียวกัน ทั้งสามตัวจึงผูกกับจำนวนแท่งที่ตั้งไว้ไม่ต่างจาก MA
ถ้าเปลี่ยนจำนวนแท่ง ค่าที่อ่านได้จะเปลี่ยนทันที ทั้งที่ราคาบนจอยังเป็นชุดเดิม จึงควรตั้งจำนวนแท่งให้คงที่ตลอดการอ่านหนึ่งครั้ง แล้วจดกำกับไว้ด้วยว่าค่านั้นมาจากหน้าต่างเท่าไร ค่า pip และค่าธรรมเนียมต่อสัญญาอาจแตกต่างกันในแต่ละโบรกเกอร์ และควรตรวจสอบกับโบรกเกอร์ของคุณโดยตรง
ช่วงราคาเดียวที่ 36.4500 กับอินดิเคเตอร์สี่ตัว
| ขั้นตอน | จำนวน | หมายเหตุ |
|---|---|---|
| MA (ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่) | เส้นเรียบ | คำนวณจากราคาปิดย้อนหลัง เช่น 20 แท่ง จึงตอบสนองช้าและไม่แสดงความผันผวนระหว่างวัน |
| RSI | ค่า 0 ถึง 100 | คำนวณจากสัดส่วนการขึ้นและลงในช่วงที่กำหนด จึงบอกความแรงสัมพัทธ์ ไม่ได้บอกขนาดราคาเป็นบาท |
| MACD | ผลต่างของ MA สองเส้น | คำนวณจาก MA ระยะสั้นลบ MA ระยะยาว จึงเน้นการเปลี่ยนทิศทางมากกว่าค่าระดับราคา |
| Bollinger Bands | เส้นบนกับเส้นล่าง | คำนวณจากค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานรอบ MA จึงกว้างหรือแคบตามความผันผวน |
| ค่า pip ต่อ 1 สัญญามาตรฐาน | ฿10 | มาจาก 100,000 คูณ 0.0001 บน USD/THB |
ค่าที่แสดงเป็นเพียงตัวอย่าง ค่า pip จริงและค่าธรรมเนียมอาจแตกต่างกันในแต่ละโบรกเกอร์ และควรตรวจสอบกับโบรกเกอร์ของคุณโดยตรง
ทำครั้งเดียว ทีละขั้น
สี่ขั้นตอนต่อไปนี้ทำตามลำดับบนกราฟเดียว เพื่อดูว่าอินดิเคเตอร์แต่ละตัวตอบสนองต่อราคาชุดเดียวกันต่างกันอย่างไร
- 01
เปิดกราฟ USD/THB แล้วอ่านราคาล่าสุด
เลือกกรอบเวลาหนึ่ง เช่นหนึ่งชั่วโมง แล้วจดราคาล่าสุดไว้ ในตัวอย่างนี้ใช้ 36.4500 จดไว้เป็นตัวเลขตั้งต้นก่อนเพิ่มอินดิเคเตอร์ใด ๆ
- 02
ใส่เส้น MA หนึ่งเส้นและนับจำนวนช่วง
ตั้งค่า MA เป็น 5 ช่วง แล้วดูว่ามีจุดทั้งหมด 5 ราคาในสูตรหรือไม่ ตรวจว่าค่าเฉลี่ยที่ได้ใกล้เคียงกับราคาล่าสุดหรือไม่ ถ้าต่างกันมาก ให้ตรวจว่ากราฟยังโหลดข้อมูลครบ
- 03
ใส่ RSI แล้วเทียบกับ 70 และ 30
อ่านค่าปัจจุบันของ RSI แล้วดูว่าอยู่เหนือ 70 ใต้ 30 หรือระหว่างกลาง สังเกตว่าราคายังขึ้นต่อได้แม้ RSI อยู่เหนือ 70 ไม่ต้องสรุปว่าราคาจะกลับ
- 04
ใส่ MACD แล้วดูผลต่างสองเส้น
อ่านค่าผลต่างระหว่างเส้นเร็วกับเส้นช้า เช่น 0.0200 แล้วดูว่าเส้นสัญญาณอยู่ใกล้หรือห่างจากเส้น MACD ระยะห่างนี้บอกความเร็วของโมเมนตัม
- 05
ใส่ Bollinger Bands แล้ววัดความกว้าง
อ่านค่าขอบบนและขอบล่าง เช่น 36.4700 และ 36.4300 แล้วลบกันได้ 0.0400 หรือ 400 pip บันทึกความกว้างนี้ไว้เทียบกับวันก่อนหน้าเพื่อดูว่าตลาดแกว่งขึ้นหรือลง
- 06
เทียบทั้งสี่ค่ากับราคาเดียวกัน
ดูว่าทั้งสี่อินดิเคเตอร์ให้ทิศทางเดียวกันหรือขัดกัน ถ้าขัดกัน ให้ยึดราคาจริงเป็นหลัก แล้วบันทึกว่าแต่ละตัวช้ากว่าราคาเท่าใด ค่าธรรมเนียมและค่า pip จริงแตกต่างกันในแต่ละโบรกเกอร์ ควรตรวจสอบกับโบรกเกอร์ของคุณโดยตรง
ข้อผิดพลาดที่คนส่วนใหญ่ทำตรงนี้
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือการคิดว่าอินดิเคเตอร์ตัวใดตัวหนึ่งให้สัญญาณที่แม่นยำเพียงพอที่จะเข้าซื้อหรือขายได้ทันที ทั้งที่แต่ละตัวคำนวณจากราคาในอดีตและตอบสนองช้ากว่าที่ราคาเคลื่อนไหวจริง วิธีที่ควรทำคืออ่านค่าอินดิเคเตอร์ควบกับบริบทของราคา และยอมรับว่าผลลัพธ์อาจไม่เป็นไปตามที่คาดตรวจสอบตัวเอง
ถ้าคุณถือ 1 สัญญามาตรฐาน USD/THB และราคาเปลี่ยน 20 pip คิดเป็นกี่บาท
20 คูณ ฿10 เท่ากับ ฿200 โดยใช้ค่า pip ต่อสัญญามาตรฐาน ฿10
ถ้าโบรกเกอร์คิดค่าธรรมเนียม ฿50 ต่อสัญญา ผลสุทธิจาก 20 pip เป็นเท่าใด
฿200 ลบ ฿50 เท่ากับ ฿150
คำถามที่มักตามมา
ทำไมค่า pip ถึงไม่ปรากฏในสูตรของอินดิเคเตอร์ทั้งสี่ตัว
เพราะอินดิเคเตอร์ทุกตัวคำนวณจากราคาโดยตรง ไม่ได้คำนวณจากกำไรหรือขาดทุนของคุณ สูตรของ MA RSI MACD และ Bollinger จึงมีเพียงตัวเลขราคา จำนวนช่วง และค่าทางสถิติเท่านั้น ค่า pip และค่าธรรมเนียมเป็นเรื่องของขนาดสัญญาและโบรกเกอร์ ซึ่งอยู่นอกสูตรทั้งหมด คุณจึงต้องแปลงสัญญาณเป็นเงินบาทเองทุกครั้งหลังอ่านค่าเสร็จ
ถ้าตั้งค่า MA เป็น 5 วัน กับ 50 วัน ค่าที่ได้จะต่างกันเท่าใด
ต่างกันเพราะจำนวนวันในชุดคำนวณไม่เท่ากัน MA 5 วันใช้ราคาปิดห้าวันล่าสุดหารห้า ส่วน MA 50 วันใช้ห้าสิบวันหารห้าสิบ เมื่อมีวันใหม่เข้ามา ราคาเก่าสุดจะหลุดออกจากชุดของ MA 5 วัน แต่ยังอยู่ในชุดของ MA 50 วันอีกนาน ค่าเฉลี่ยระยะสั้นจึงขยับตามราคาเร็ว ส่วนค่าเฉลี่ยระยะยาวขยับช้าและเรียบกว่า
ค่า RSI 75.00 แปลว่าควรกลับทิศหรือไม่
ไม่ใช่ ค่า 75.00 บอกเพียงว่าขนาดการขึ้นในช่วงที่วัดมากกว่าการลงในสัดส่วนหนึ่ง มันไม่ได้บอกว่าราคาจะกลับทิศเมื่อใด ราคาอาจอยู่ในโซนสูงต่ออีกหลายช่วงก่อนจะเปลี่ยนทิศ ตัวเลขนี้จึงเป็นเพียงคำอธิบายสภาพที่ผ่านมา ไม่ใช่คำสั่งให้เข้าซื้อหรือขาย
MACD กับ Bollinger วัดจากราคาชุดเดียวกันได้อย่างไร
ทั้งคู่ใช้ราคาย้อนหลังเป็นวัตถุดิบเหมือนกัน แต่สกัดข้อมูลคนละด้าน MACD เอาค่าเฉลี่ยสองช่วงมาลบกันเพื่อดูทิศของโมเมนตัม ส่วน Bollinger เอาค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานมาบวกและลบรอบเส้นกลางเพื่อดูการกระจายของราคา ราคาชุดเดียวจึงให้ตัวเลขสองแบบที่ไม่ซ้ำกัน และไม่ควรใช้แทนกัน
ถ้าสัญญาณออกพร้อมกันทั้งสี่ตัว จะมั่นใจได้แค่ไหน
มั่นใจได้เท่ากับสัญญาณเดียว เพราะทั้งสี่ตัวคำนวณจากราคาย้อนหลังชุดเดียวกันและต่างก็ตอบสนองช้ากว่าราคาจริง การเห็นตรงกันจึงไม่ได้เพิ่มข้อมูลใหม่ เป็นเพียงการยืนยันว่าค่าที่คำนวณยังสอดคล้องกันในขณะนั้น ผลลัพธ์จริงยังขึ้นกับค่าธรรมเนียมและค่า pip ของโบรกเกอร์ ซึ่งแตกต่างกันในแต่ละราย
ค่าธรรมเนียมและค่า pip ที่ใช้ในตัวอย่างใช้กับทุกโบรกเกอร์ได้ไหม
ไม่ได้ ตัวเลข ฿10 ต่อ pip และ ฿50 ต่อสัญญาเป็นเพียงตัวอย่างเพื่อให้คำนวณตามได้ ค่าจริงแตกต่างกันในแต่ละโบรกเกอร์และอาจเปลี่ยนตามเงื่อนไขบัญชี ควรตรวจสอบกับโบรกเกอร์ของคุณโดยตรงก่อนใช้คำนวณ ตัวเลขผลลัพธ์ในบทเรียนนี้จึงเป็นตัวอย่างการคิด ไม่ใช่ค่าที่รับประกันว่าจะได้
คำที่ใช้ในหน้านี้
- MA
- ค่าเฉลี่ยของราคาปิดย้อนหลังจำนวนหนึ่งช่วง เมื่อมีวันใหม่เข้ามา ราคาเก่าสุดจะหลุดออกจากชุดคำนวณ ค่าเฉลี่ยจึงขยับช้ากว่าราคาจริงเสมอ ยิ่งใช้จำนวนวันมาก เส้นยิ่งเรียบ
- RSI
- ตัวเลขที่เทียบขนาดการขึ้นกับการลงในช่วงเวลาหนึ่ง ไม่ได้เฉลี่ยราคา ค่าที่ได้อยู่ระหว่าง 0 กับ 100 ค่าสูงหรือต่ำบอกสภาพที่ผ่านมา ไม่ได้บอกว่าราคาจะกลับทิศ
- MACD
- ผลต่างระหว่างค่าเฉลี่ยระยะสั้นกับระยะยาวของราคา ส่วนเส้นสัญญาณคือค่าเฉลี่ยของเส้น MACD อีกชั้น จึงช้ากว่าเส้น MACD เอง ใช้ดูทิศของโมเมนตัม
- Bollinger Bands
- เส้นสามเส้นที่สร้างจากค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานของราคาย้อนหลัง บวกและลบรอบเส้นกลาง ใช้ดูการกระจายของราคา ขอบที่กว้างหรือแคบบอกความผันผวนที่ผ่านมา
- pip
- หน่วยเล็กที่สุดของการเปลี่ยนราคาในคู่เงิน บน USD/THB หนึ่ง pip คือ 0.0001 บาทต่อหนึ่งดอลลาร์ มูลค่าเป็นเงินบาทขึ้นกับขนาดสัญญาและค่า pip ของโบรกเกอร์
สิ่งที่ควรจดจำ
- อินดิเคเตอร์ทั้งสี่คำนวณจากราคาย้อนหลังชุดเดียวกัน แต่สกัดข้อมูลคนละด้าน จึงตอบสนองไม่พร้อมกัน
- MA เฉลี่ยราคา RSI เทียบขนาดขึ้นลง MACD ต่างของค่าเฉลี่ย และ Bollinger วัดการกระจายของราคา
- ไม่มีสูตรใดมีค่า pip หรือค่าธรรมเนียมอยู่ข้างใน ต้องแปลงเป็นเงินบาทเองทุกครั้ง
- ค่าที่เห็นเป็นเพียงคำอธิบายสภาพที่ผ่านมา ไม่ใช่คำบอกอนาคต และค่าจริงแตกต่างกันในแต่ละโบรกเกอร์