MT4, MT5 และ cTrader: เลือกอันไหน
คุณจะเห็นว่าคำสั่งเดียวถูกกรอกในหน้าจอต่างกันอย่างไร และทำไมค่าใช้จ่ายต่อหนึ่งจุดจึงคำนวณได้จากขนาดสัญญา ไม่ใช่จากชื่อแพลตฟอร์ม
จุดสำคัญคือคุณเปลี่ยนแพลตฟอร์มได้เมื่อต้องการ แต่ประเภทบัญชีที่อยู่ข้างหลังเปลี่ยนยากกว่า เพราะมันผูกกับค่าใช้จ่ายและเงื่อนไขที่แท้จริง
สิ่งที่แพลตฟอร์มกำหนดและสิ่งที่แพลตฟอร์มไม่กำหนด
แพลตฟอร์มเทรดเป็นเพียงหน้าจอที่ส่งคำสั่งไปยังเซิร์ฟเวอร์ของโบรกเกอร์ สิ่งที่กำหนดว่าคุณจ่ายเท่าไรคือประเภทบัญชีที่ผูกกับบัญชีของคุณ ไม่ใช่ชื่อโปรแกรมที่คุณติดตั้ง MT4, MT5 และ cTrader ต่อให้เลือกอันไหน ตัวเลขค่าธรรมเนียมและสเปรดก็มาจากตารางค่าบัญชีเดียวกันทั้งหมด
ความต่างจริงของทั้งสามอยู่ที่วิธีจัดการคำสั่งและวิธีแสดงข้อมูล MT4 เปิดมานานและมีเครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคพื้นฐานครบ MT5 เพิ่มกรอบเวลาทำงานและชนิดคำสั่งที่มากกว่า ส่วน cTrader มักเน้นการแสดงผลเชิงลึกของคำสั่งที่ยังเปิดอยู่ ทั้งสามแบบทำสิ่งที่คุณต้องการได้เหมือนกันในระดับพื้นฐาน
สิ่งที่แพลตฟอร์มทำไม่ได้คือเปลี่ยนขนาดสัญญาให้คุณ หนึ่งล็อตมาตรฐานของ USD/THB ยังคงมีมูลค่าต่อจุดเท่าเดิมไม่ว่าจะเปิดในโปรแกรมไหน ถ้าคุณเทรด 0.10 ล็อต หนึ่งจุดยังเท่ากับ ฿1 และ 20 จุดยังเท่ากับ ฿20 เหมือนเดิม ตัวเลขนี้มาจากขนาดสัญญา ไม่ได้มาจากปุ่มหรือเมนูบนหน้าจอ
ดังนั้นคำถามที่ควรถามก่อนติดตั้งโปรแกรมคือ บัญชีที่คุณจะใช้คิดค่าธรรมเนียมเท่าไรต่อล็อต และสเปรดเฉลี่ยกี่จุด คำตอบของคำถามนี้ใช้ได้กับทั้งสามแพลตฟอร์ม ถ้าโบรกเกอร์เสนอทั้งสามตัวเลือกให้เลือกใช้ฟรี คุณก็ไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายของโปรแกรมเลย
การอ่านค่าธรรมเนียมจากหน้าจอยอดเงิน
ยอดที่หน้าจอแสดงระหว่างที่คำสั่งยังเปิดอยู่คือกำไรหรือขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง ตัวเลขนี้ยังไม่หักค่าธรรมเนียมที่โบรกเกอร์จะเก็บเมื่อปิดคำสั่ง หลายคนเห็นตัวเลขบวกแล้วเข้าใจว่าเท่านั้นคือเงินที่ได้จริง ซึ่งไม่ถูกต้อง
ถ้าโบรกเกอร์คิดค่าธรรมเนียม ฿50 ต่อล็อตต่อการเปิดหนึ่งครั้ง และคุณเปิด 1 ล็อต คุณจ่าย ฿50 ทันทีที่คำสั่งถูกเปิด ยังไม่รวมสเปรดและค่าใช้จ่ายอื่นที่อาจมี เมื่อปิดคำสั่งอาจมีค่าธรรมเนียมอีกครั้ง ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของบัญชี
ถ้าราคาเคลื่อนไป 35 จุดในทางที่คุณคาด กำไรขั้นต้นคือ 35 คูณ ฿10 เท่ากับ ฿350 แต่ถ้ามีค่าธรรมเนียมเปิด ฿50 และปิดอีก ฿50 กำไรสุทธิเหลือ ฿250 ตัวเลข ฿10 ต่อจุดมาจากขนาดสัญญาเท่านั้น ไม่ได้รวมค่าใช้จ่ายอื่น
วิธีที่ตรงไปตรงมาคือเปิดประวัติการเทรดของบัญชีจริง แล้วดูคอลัมน์ค่าธรรมเนียมกับคอลัมน์กำไรขาดทุนเทียบกัน ยอดที่หักแล้วนั้นคือสิ่งที่คุณได้รับจริง ไม่ใช่ยอดที่เห็นบนหน้าจอระหว่างวัน โบรกเกอร์แต่ละรายอาจปัดเศษราคาหรือคิดค่าธรรมเนียมเพิ่ม จึงต้องดูจากรายงานของบัญชีคุณเอง
การย้ายแพลตฟอร์มกับข้อจำกัดของประเภทบัญชี
การเปลี่ยนแพลตฟอร์มทำได้ง่ายกว่าที่หลายคนคิด คุณเพียงติดตั้งโปรแกรมใหม่และเข้าสู่ระบบด้วยบัญชีเดิม ข้อมูลประวัติการเทรดมักยังอยู่ในเซิร์ฟเวอร์ของโบรกเกอร์ ไม่ได้หายไปกับโปรแกรมเก่า
แต่การเปลี่ยนประเภทบัญชีไม่เหมือนกัน ประเภทบัญชีผูกกับระดับเงินฝากขั้นต่ำ สเปรด และค่าธรรมเนียมที่ตกลงไว้ การย้ายจากบัญชีหนึ่งไปอีกบัญชีอาจต้องยื่นเอกสารใหม่ หรือมีเงื่อนไขการถอนและค่าธรรมเนียมตามมา บางโบรกเกอร์อนุญาตให้เปลี่ยนได้เฉพาะบางช่วงเวลา
ประเด็นคือให้เลือกประเภทบัญชีให้ตรงกับวิธีเทรดของคุณก่อน แล้วค่อยเลือกแพลตฟอร์มที่ถนัด ถ้าคุณเทรด USD/THB ขนาดเล็กและเปิดคำสั่งไม่บ่อย ค่าธรรมเนียมต่อล็อตอาจมีผลน้อยกว่าสเปรด แต่ถ้าเปิดบ่อย ค่าธรรมเนียมจะสะสมเร็วจนต้องคำนวณให้ดี
การเปลี่ยนแพลตฟอร์มภายหลังไม่ทำให้ต้นทุนต่อจุดเปลี่ยนไป เพราะต้นทุนต่อจุดมาจากขนาดสัญญาและเงื่อนไขบัญชี ไม่ได้มาจากหน้าจอ สิ่งที่เปลี่ยนได้คือความสะดวกในการวางคำสั่งและการอ่านรายงาน ซึ่งมีผลต่อการตัดสินใจของคุณมากกว่าตัวเลขค่าธรรมเนียมโดยตรง
หนึ่งคำสั่งซื้อ USD/THB ในสามแพลตฟอร์ม
| ขั้นตอน | จำนวน | หมายเหตุ |
|---|---|---|
| ขนาดสัญญา | 1 ล็อตมาตรฐาน | หนึ่งล็อตมาตรฐานของ USD/THB คือ 100,000 หน่วย |
| ราคาที่ใช้ในตัวอย่าง | 36.4500 | เป็นราคาอ้างอิง ไม่ใช่ราคาที่โบรกเกอร์เสนอจริง |
| หนึ่งจุด (pip) คิดเป็นเงิน | ฿10 | 100,000 คูณ 0.0001 เท่ากับ 10 บาท |
| ช่องกรอกใน MT4 | ปริมาณ, ราคาเข้าออก, จุดตัดขาดทุน | กรอกเป็นล็อตและราคา แพลตฟอร์มแสดงกำไรขาดทุนเป็นเงินบาท |
| ช่องกรอกใน MT5 | ปริมาณ, ราคาเข้าออก, จุดตัดขาดทุน, โหมดเติมคำสั่ง | เพิ่มตัวเลือกโหมดคำสั่งและประวัติการเทรดละเอียดกว่า MT4 |
| ช่องกรอกใน cTrader | ปริมาณ, ราคาเข้าออก, จุดตัดขาดทุน, ค่าธรรมเนียมต่อล็อต | มักแสดงค่าธรรมเนียมแยกจากสเปรดให้เห็นชัดกว่า |
| กำไรหรือขาดทุนต่อ 20 จุด | ฿200 | 20 คูณ 10 บาท เท่ากับ 200 บาท |
โบรกเกอร์แต่ละรายอาจปัดเศษราคา คิดค่าธรรมเนียมเพิ่ม หรือเสนอสเปรดต่างกัน ตัวเลข ฿10 ต่อจุดมาจากขนาดสัญญาเท่านั้น ไม่ได้รวมค่าใช้จ่ายอื่น
ทำครั้งเดียว ทีละขั้น
ลำดับต่อไปนี้คือการตรวจสอบค่าใช้จ่ายจริงของบัญชีคุณก่อนเลือกแพลตฟอร์ม ทำตามทีละขั้นแล้วบันทึกตัวเลขลงตารางเดียวกัน
- 01
เปิดตารางค่าใช้จ่ายของบัญชี
ขอดูเอกสารสรุปค่าธรรมเนียมและสเปรดของบัญชีที่คุณจะใช้จริงจากโบรกเกอร์ ระบุตัวเลขต่อล็อตและสเปรดเฉลี่ยให้ชัด อย่าอาศัยคำบอกต่อหรือหน้าจอโฆษณา เพราะตัวเลขเหล่านั้นอาจไม่ตรงกับบัญชีของคุณ
- 02
คำนวณมูลค่าต่อจุด
ตรวจว่าหนึ่งล็อตมาตรฐานของ USD/THB คิดกี่บาทต่อจุด แล้วหารตามขนาดที่คุณจะเทรดจริง ถ้าเทรด 0.10 ล็อต และหนึ่งล็อตเท่ากับ ฿10 ต่อจุด ผลคือ ฿1 ต่อจุด บันทึกตัวเลขนี้ไว้ใช้เทียบทุกครั้ง
- 03
รวมค่าธรรมเนียมเปิดและปิด
บวกค่าธรรมเนียมต่อล็อตของการเปิดหนึ่งครั้งเข้ากับค่าธรรมเนียมของการปิดหนึ่งครั้ง ถ้าโบรกเกอร์คิด ฿50 ต่อล็อตต่อครั้ง การเปิดและปิด 1 ล็อตคือ ฿100 ยังไม่รวมสเปรดและค่าใช้จ่ายอื่นที่อาจมี ตัวเลขนี้ต้องบวกเพิ่มจากกำไรขั้นต้นเสมอ
- 04
ทดลองวางคำสั่งในบัญชีทดลอง
เปิดบัญชีทดลองในแพลตฟอร์มที่สนใจทั้งสองหรือสามตัว แล้ววางคำสั่ง USD/THB ขนาดเท่ากันในแต่ละโปรแกรม สังเกตว่าหน้าจอแสดงค่าธรรมเนียมและกำไรขาดทุนต่างกันอย่างไร การทดลองนี้ไม่ใช้เงินจริงและไม่มีความเสี่ยง
- 05
เทียบรายงานหลังปิดคำสั่ง
เมื่อทดลองครบแล้ว ให้เปิดรายงานประวัติการเทรดและดูคอลัมน์ค่าธรรมเนียมกับกำไรสุทธิ เทียบตัวเลขที่ได้กับที่คุณคำนวณไว้ตอนแรก ถ้าต่างกันให้หาว่าต่างเพราะสเปรด การปัดเศษ หรือค่าใช้จ่ายอื่น แล้วปรับการคำนวณของคุณ
- 06
เลือกแพลตฟอร์มที่อ่านตัวเลขได้ชัด
เลือกโปรแกรมที่ทำให้คุณเห็นต้นทุนและผลลัพธ์ได้ชัดที่สุด ไม่ใช่โปรแกรมที่คนอื่นบอกว่าดี จำไว้ว่าเปลี่ยนแพลตฟอร์มภายหลังได้ แต่ประเภทบัญชีเปลี่ยนยากกว่า จึงควรตัดสินใจเรื่องบัญชีให้ถูกก่อน
ข้อผิดพลาดที่คนส่วนใหญ่ทำตรงนี้
หลายคนเลือกแพลตฟอร์มจากหน้าตาหรือคำบอกต่อ แล้วเพิ่งมารู้ทีหลังว่าค่าธรรมเนียมต่อล็อตและสเปรดถูกคิดต่างกัน วิธีที่ควรทำคือเปิดตารางค่าใช้จ่ายของบัญชีที่คุณจะใช้จริง แล้วคำนวณกลับเป็นเงินบาทต่อหนึ่งจุดก่อนตัดสินใจ อย่าลืมว่าการเปลี่ยนแพลตฟอร์มทำได้ แต่การเปลี่ยนประเภทบัญชีมักมีเงื่อนไขและอาจมีค่าใช้จ่ายตามมาตรวจสอบตัวเอง
ถ้าคุณเทรด USD/THB ขนาด 0.10 ล็อต ราคาเคลื่อน 20 จุด คุณได้หรือเสียกี่บาท
หนึ่งล็อตมาตรฐานหนึ่งจุดเท่ากับ ฿10 ดังนั้น 0.10 ล็อตหนึ่งจุดเท่ากับ ฿1 และ 20 จุดเท่ากับ ฿20
ถ้าคุณเทรด 1 ล็อตมาตรฐาน ราคาเคลื่อน 35 จุด คิดเป็นเงินเท่าไร
35 คูณ ฿10 เท่ากับ ฿350
ถ้าโบรกเกอร์คิดค่าธรรมเนียม ฿50 ต่อล็อตต่อการเปิดหนึ่งครั้ง และคุณเปิด 1 ล็อต รวมต้นทุนค่าธรรมเนียมเท่าไร
จ่ายค่าธรรมเนียม ฿50 สำหรับการเปิดครั้งนั้น ยังไม่รวมสเปรดและค่าใช้จ่ายอื่นที่อาจมี
คำถามที่มักตามมา
ขนาดสัญญาของ USD/THB มาจากไหน
ขนาดสัญญามาจากข้อกำหนดของบัญชีที่โบรกเกอร์กำหนดไว้ ไม่ได้มาจากเมนูในโปรแกรม MT4, MT5 หรือ cTrader เลย เมื่อคุณรู้ว่าหนึ่งล็อตมาตรฐานของ USD/THB มีมูลค่ากี่บาทต่อจุด ตัวเลขนั้นจะใช้ได้เหมือนกันทุกแพลตฟอร์ม ถ้าโบรกเกอร์เปลี่ยนขนาดสัญญา ตัวเลขต่อจุดก็เปลี่ยนตาม และคุณต้องคำนวณใหม่ก่อนเปิดคำสั่ง
ทำไมสเปรดของ USD/THB ถึงกว้างกว่า�ู่เงินหลัก
คู่เงินที่คนเทรดน้อยกว่ามักมีสเปรดกว้างกว่า เพราะผู้ให้ราคามีไม่มากและความผันผวนต่างกัน สเปรดถูกคิดเป็นจุด และคุณจ่ายทันทีที่เปิดคำสั่งผ่านราคาซื้อกับราคาขายที่ต่างกัน ตัวเลขสเปรดที่เห็นบนหน้าจอจึงเป็นค่าใช้จ่ายส่วนหนึ่งที่ต้องบวกกับค่าธรรมเนียม ค่าธรรมเนียมและสเปรดแตกต่างกันในแต่ละโบรกเกอร์ จึงต้องดูจากตารางของบัญชีคุณเอง
คำสั่งแบบลิมิตกับแบบมาร์เก็ตต่างกันตรงไหน
คำสั่งแบบมาร์เก็ตจะถูกจับคู่ทันทีที่ราคาปัจจุบัน ส่วนคำสั่งแบบลิมิตจะรอจนกว่าราคาจะไปถึงระดับที่คุณตั้งไว้ ทั้งสามแพลตฟอร์มมีคำสั่งสองแบบนี้ แต่จำนวนชนิดคำสั่งที่เพิ่มเติมนั้นต่างกัน โดยเฉพาะใน MT5 ที่มีมากกว่า MT4 คำสั่งที่รออยู่อาจไม่ถูกจับคู่เลยถ้าราคาไม่ไปถึง ซึ่งหมายความว่าคุณไม่ได้เข้าเทรดในจังหวะนั้น
จะรู้ได้อย่างไรว่าค่าใช้จ่ายที่จ่ายจริงต่อจุดเท่าไร
วิธีที่ตรงไปตรงมาคือเปิดประวัติการเทรดของบัญชีจริง แล้วดูคอลัมน์ค่าธรรมเนียมเทียบกับคอลัมน์กำไรขาดทุน จากนั้นหารยอดค่าใช้จ่ายรวมด้วยจำนวนจุดที่ราคาเคลื่อนในคำสั่งนั้น ตัวเลขที่ได้คือต้นทุนจริงต่อจุดของบัญชีคุณ ซึ่งอาจไม่ตรงกับที่โฆษณาไว้ เพราะโบรกเกอร์แต่ละรายอาจปัดเศษราคาหรือคิดค่าธรรมเนียมเพิ่ม
ถ้าเทรดหลายคำสั่งพร้อมกัน ค่าใช้จ่ายคิดรวมอย่างไร
ค่าใช้จ่ายคิดแยกตามแต่ละคำสั่ง ไม่ได้คิดรวมเป็นก้อนเดียว ดังนั้นถ้าเปิดห้าคำสั่งขนาด 0.10 ล็อต ค่าธรรมเนียมเปิดจะถูกคิดห้าครั้ง จำนวนจุดที่ราคาเคลื่อนของแต่ละคำสั่งก็ไม่เท่ากัน กำไรหรือขาดทุนรวมจึงต้องบวกจากทุกคำสั่งเข้าด้วยกัน การเปิดหลายคำสั่งพร้อมกันยังทำให้ใช้เงินประกันมากขึ้น ซึ่งกระทบว่าคุณเปิดคำสั่งถัดไปได้หรือไม่
ต้องใช้เงินเท่าไรจึงเริ่มทดลองได้
ยอดขั้นต่ำขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละโบรกเกอร์และประเภทบัญชี จึงไม่มีตัวเลขเดียวที่ใช้ได้กับทุกที่ เงินที่ควรใช้คือเงินที่คุณยอมรับได้ถ้าขาดทุนทั้งหมด ไม่ใช่เงินที่ต้องใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน การฝากและถอนในประเทศไทยมักทำผ่านการโอนผ่านธนาคารและ PromptPay ซึ่งมีขั้นตอนและระยะเวลาต่างกันในแต่ละโบรกเกอร์ ตรวจสอบกับโบรกเกอร์โดยตรงก่อนโอนทุกครั้ง
คำที่ใช้ในหน้านี้
- ล็อต
- หน่วยนับขนาดของคำสั่งเทรด หนึ่งล็อตมาตรฐานของ USD/THB มีมูลค่าต่อจุดตามที่โบรกเกอร์กำหนด ขนาดที่เล็กลงเช่น 0.10 ล็อต จะมีมูลค่าต่อจุดเป็นสัดส่วนที่ลดลง
- จุด
- หน่วยวัดการเคลื่อนของราคา ใช้คำนวณว่าคำสั่งได้หรือเสียเท่าไร มูลค่าต่อหนึ่งจุดมาจากขนาดสัญญา ไม่ได้มาจากชื่อแพลตฟอร์ม
- สเปรด
- ส่วนต่างระหว่างราคาซื้อกับราคาขายที่คุณจ่ายทันทีเมื่อเปิดคำสั่ง คิดเป็นจุด และแตกต่างกันในแต่ละโบรกเกอร์กับแต่ละคู่เงิน
- ค่าธรรมเนียม
- เงินที่โบรกเกอร์เก็บเพิ่มจากการเปิดหรือปิดคำสั่ง มักคิดต่อล็อตต่อครั้ง ตัวเลขนี้ไม่ปรากฏบนหน้าจอระหว่างที่คำสั่งยังเปิดอยู่ ต้องดูจากรายงานของบัญชี
- เงินประกัน
- เงินส่วนหนึ่งในบัญชีที่ถูกกันไว้เมื่อเปิดคำสั่ง เพื่อรองรับการขาดทุนที่อาจเกิดขึ้น ยิ่งเปิดคำสั่งมากหรือขนาดใหญ่ เงินประกันที่ใช้ก็ยิ่งมาก
- ประเภทบัญชี
- ชุดเงื่อนไขที่ผูกกับบัญชีคุณ เช่น ค่าธรรมเนียม สเปรด และขนาดสัญญา เปลี่ยนได้ยากกว่าการเปลี่ยนแพลตฟอร์ม และอาจมีเงื่อนไขหรือค่าใช้จ่ายตามมา
สิ่งที่ควรจดจำ
- แพลตฟอร์มเป็นเพียงหน้าจอส่งคำสั่ง สิ่งที่กำหนดค่าใช้จ่ายคือประเภทบัญชีที่อยู่ข้างหลัง
- มูลค่าต่อจุดมาจากขนาดสัญญา ไม่ได้มาจากชื่อโปรแกรม จึงเท่ากันทุกแพลตฟอร์ม
- ยอดที่เห็นระหว่างเปิดคำสั่งยังไม่หักค่าธรรมเนียม ต้องดูจากประวัติการเทรดของบัญชีจริง
- การเปลี่ยนแพลตฟอร์มทำได้ง่าย แต่การเปลี่ยนประเภทบัญชีมักมีเงื่อนไขและค่าใช้จ่ายตามมา