ข้ามไปยังเนื้อหา

สแคลปิง: ทำไมต้นทุนตัดสินผลลัพธ์

อ่านตลาด: แผนภูมิ เครื่องมือ และสินค้าอ่าน 3 นาที
สิ่งที่คุณจะได้เรียนรู้ใน 3 นาทีในสแคลปิง เป้าหมายกำไรต่อการเทรดมักอยู่ที่ 2 ถึง 3 ปิป แต่ต้นทุนอย่างสเปรดและค่าคอมมิชชันอาจกินกำไรส่วนใหญ่นั้นไป บทเรียนนี้จึงเริ่มจากการคำนวณเป็นเงินบาทก่อน ไม่ใช่จากเทคนิค

สมมติว่าเทรด USD/THB ด้วย 1 สแตนดาร์ดล็อต หนึ่งปิปมีค่า ฿10 ถ้าสเปรดคือ 1.2 ปิป ต้นทุนสเปรดต่อการเทรดคือ ฿12 ก่อนที่ราคาจะขยับไปทางใดทางหนึ่ง

กำไร3 ปิ๊ป · ฿30.00สเปรด1.2รวม1.8 ปิ๊ป · ฿18.00
แผนภาพแสดงเส้นราคาเข้า จุดทำกำไร 3 ปิป และจุดตัดขาดทุน พร้อมแถบสเปรด 1.2 ปิปที่กินพื้นที่ด้านซ้ายของกราฟ เป็นภาพเชิงสัญลักษณ์ ไม่ใช่ราคาจริง

ค่าเงินบาทต่อการเคลื่อนไหวหนึ่งปิปของ USD/THB

ในคู่เงิน USD/THB ราคาที่แสดงคือจำนวนบาทต่อหนึ่งดอลลาร์สหรัฐ ตัวอย่างเช่น 36.4500 หมายความว่าหนึ่งดอลลาร์แลกได้ 36.4500 บาท ปิปคือตำแหน่งทศนิยมตำแหน่งสุดท้ายที่โบรกเกอร์แสดง ดังนั้นการเคลื่อนไหวหนึ่งปิปคือ 0.0001 บาทต่อดอลลาร์

ขนาดสัญญามาตรฐานหนึ่งล็อตของ USD/THB คือ 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ มูลค่าหนึ่งปิปจึงเท่ากับ 100,000 คูณ 0.0001 เท่ากับ 10 บาท ถ้าเทรดด้วยขนาด 0.10 ล็อต มูลค่าหนึ่งปิปจะลดลงตามสัดส่วน เหลือ 1 บาทต่อปิป ตัวเลขนี้เป็นค่าคงที่สำหรับขนาดล็อตนั้น ไม่ขึ้นกับว่าราคาเคลื่อนที่ไปทางใด

การรู้มูลค่าปิปเป็นเงินบาททำให้เปรียบเทียบต้นทุนกับเป้าหมายได้ทันที ถ้าเป้าหมายกำไรคือ 3 ปิป มูลค่าคือ 30 บาทต่อล็อตมาตรฐาน แต่ถ้าสเปรดคือ 1.2 ปิป ต้นทุนคือ 12 บาท ตัวเลขทั้งสองอยู่ในหน่วยเดียวกัน จึงหักลบกันได้โดยไม่ต้องแปลงหน่วยอื่น

สเปรดและค่าคอมมิชชันคิดเป็นเงินบาทต่อรอบการเทรด

สเปรดคือส่วนต่างระหว่างราคาที่ซื้อได้กับราคาที่ขายได้ โบรกเกอร์คิดสเปรดทุกครั้งที่เข้าและออกจากสถานะ โดยทั่วไปสเปรดในคู่เงิน USD/THB อาจกว้างกว่าในคู่เงินหลัก เพราะสภาพคล่องน้อยกว่า ค่าที่แน่นอนขึ้นอยู่กับโบรกเกอร์และช่วงเวลา

ค่าคอมมิชชันเป็นค่าใช้จ่ายอีกส่วนที่คิดตามปริมาณการเทรด บางโบรกเกอร์คิดต่อล็อตต่อรอบการเทรด บางแห่งรวมไว้ในสเปรดแล้ว อัตราและวิธีคิดจึงแตกต่างกันไปในแต่ละแห่ง ตัวเลขที่ใช้ในบทเรียนนี้เป็นเพียงตัวอย่างเพื่อการคำนวณ ไม่ใช่ข้อเสนอจากโบรกเกอร์ใด

เมื่อรวมต้นทุนทั้งสองเข้าด้วยกัน จะได้ต้นทุนรวมต่อดีลเป็นเงินบาท สมมติสเปรด 1.2 ปิป มูลค่า 12 บาทต่อล็อตมาตรฐาน และค่าคอมมิชชัน 80 บาทต่อล็อตต่อรอบ ต้นทุนรวมคือ 92 บาทต่อดีล ตัวเลขนี้ต้องหักออกจากกำไรขั้นต้นทุกครั้งก่อนจะรู้ว่าดีลนั้นได้กำไรจริงหรือไม่

จำนวนดีลที่ต้องชนะเพื่อให้ครอบคลุมต้นทุน

เมื่อต้นทุนต่อดีลคงที่ จำนวนดีลที่ต้องชนะจึงขึ้นอยู่กับกำไรเฉลี่ยต่อดีลที่ทำได้ สมมติกำไรขั้นต้น 2 ปิปต่อดีล มูลค่า 20 บาท หักสเปรด 1.2 ปิป หรือ 12 บาท เหลือ 8 บาทก่อนค่าคอมมิชชัน

ถ้าค่าคอมมิชชัน 80 บาทต่อล็อตต่อรอบ ดีลที่ชนะหนึ่งดีลยังขาดทุน 72 บาท ดังนั้นต้องชนะหลายดีลเพื่อชดเชยต้นทุนคงที่นี้ ยิ่งค่าคอมมิชชันสูงเมื่อเทียบกับกำไรต่อดีล จำนวนดีลที่ต้องชนะก็ยิ่งมากขึ้นตามไปด้วย

การคำนวณแบบเดียวกันใช้ได้กับทุกขนาดล็อตและทุกเป้าหมายกำไร ผู้อ่านสามารถแทนค่าสเปรด ค่าคอมมิชชัน และกำไรต่อดีลของตนเองลงในสูตรนี้ได้ ตัวเลขจากโบรกเกอร์แต่ละแห่งอาจแตกต่างกัน จึงควรตรวจสอบอัตราจริงก่อนนำไปใช้

ทำไมความผันผวนรายวันจึงเปลี่ยนต้นทุนต่อดีล

ในหนึ่งวัน USD/THB อาจแกว่งไม่เท่ากันทุกช่วงเวลา ค่าเฉลี่ยการแกว่งรายวันเป็นเพียงภาพรวม ไม่ได้บอกว่าช่วงใดมีราคาให้เก็บ ถ้าตลาดเงียบ ราคาอาจแกว่งเพียง 0.4 ปิปในหนึ่งนาที ขณะที่สเปรด 1.2 ปิปยังถูกหักเท่าเดิม ต้นทุนจึงไม่ลดลงตามโอกาสที่ลดลง

สมมติช่วงเงียบ ราคาแกว่ง 0.4 ปิป แต่สเปรด 1.2 ปิป ต่อให้ทิศทางถูกทั้ง 0.4 ปิป ผลลัพธ์ยังติดลบ 0.8 ปิป คิดเป็น ฿8 ต่อ 1 สแตนดาร์ดล็อต ยิ่งเทรดถี่ในชั่วโมงนั้น ยิ่งสะสมผลลบ ไม่ใช่สะสมกำไร

อีกด้านหนึ่ง ช่วงที่ค่าเงินผันผวนสูง ราคาอาจแกว่ง 4 ปิปในไม่กี่นาที แต่สเปรดมักกว้างขึ้นด้วย โบรกเกอร์แต่ละแห่งปรับสเปรดไม่เท่ากัน บางแห่งอาจขยับจาก 1.2 ปิปเป็น 2.5 ปิปในช่วงข่าว ตัวเลขนี้จึงต้องวัดจากบัญชีจริง ไม่ใช่ค่าคงที่

ถ้าสเปรดกว้าง 2.5 ปิป และเป้าหมาย 3 ปิป เหลือ 0.5 ปิปต่อดีล คิดเป็น ฿5 ต่อ 1 สแตนดาร์ดล็อต เมื่อเทรด 20 ดีล ได้ ฿100 ก่อนค่าคอมมิชชัน ยังไม่พอหักค่าคอมมิชชัน ฿80 ต่อล็อตต่อรอบ

วิธีที่ทำได้คือจดสเปรดที่เห็นจริงในแต่ละชั่วโมง แล้วเทียบกับค่าแกว่งเฉลี่ยของชั่วโมงนั้น ถ้าสเปรดมากกว่าครึ่งหนึ่งของค่าแกว่ง ช่วงเวลานั้นไม่เหมาะกับเป้าหมาย 2 ถึง 3 ปิป การเลือกเวลาเทรดจึงเป็นเรื่องต้นทุน ไม่ใช่เรื่องเทคนิค

20 ดีลต่อวัน กำไร 3 ปิป กับสเปรด 1.2 ปิป

ขั้นตอนจำนวนหมายเหตุ
จำนวนดีลต่อวัน20 ดีลสมมติฐานตั้งต้นของตัวอย่างนี้
กำไรเป้าหมายต่อดีล3 ปิประยะจากราคาเข้าถึงจุดทำกำไร
ค่าสเปรดต่อดีล1.2 ปิปส่วนต่างราคาซื้อและราคาขายที่โบรกเกอร์เสนอ
กำไรสุทธิต่อดีลก่อนค่าคอมมิชชัน1.8 ปิป3 ปิป ลบ 1.2 ปิป
กำไรสุทธิต่อวันก่อนค่าคอมมิชชัน36 ปิป1.8 ปิป คูณ 20 ดีล
มูลค่าต่อวันเป็นเงินบาท฿36036 ปิป คูณ ฿10 ต่อปิปต่อ 1 สแตนดาร์ดล็อต
ถ้าค่าคอมมิชชัน ฿100 ต่อล็อตต่อรอบ฿2,00020 ดีล คูณ ฿100
ผลลัพธ์หลังหักค่าคอมมิชชันติดลบ ฿1,640฿360 ลบ ฿2,000

โบรกเกอร์แต่ละแห่งอาจปัดเศษราคา คิดค่าคอมมิชชันต่างกัน หรือมีค่าใช้จ่ายอื่นเพิ่ม ตัวเลขค่าคอมมิชชันในที่นี้เป็นเพียงตัวอย่างเพื่อการคำนวณ ไม่ใช่ข้อเสนอจากโบรกเกอร์ใด

ทำครั้งเดียว ทีละขั้น

สี่ขั้นตอนต่อไปนี้จะพาผู้อ่านคำนวณต้นทุนต่อดีลเป็นเงินบาท แล้วหาจุดคุ้มทุนของกลยุทธ์สแคลปิงโดยใช้ตัวเลขที่ให้ไว้

  1. 01

    เขียนมูลค่าหนึ่งปิปของขนาดล็อตที่ใช้

    เริ่มจากขนาดสัญญาและราคา USD/THB ที่ประมาณ 36.4500 คำนวณมูลค่าหนึ่งปิปเป็นเงินบาทสำหรับขนาดล็อตนั้น เช่น 1 สแตนดาร์ดล็อตได้ 10 บาทต่อปิป ถ้าใช้ขนาดอื่นให้ปรับตามสัดส่วน เก็บตัวเลขนี้ไว้ใช้ในขั้นตอนถัดไป

  2. 02

    แปลงสเปรดเป็นเงินบาทต่อดีล

    นำสเปรดที่โบรกเกอร์แสดงเป็นปิป คูณกับมูลค่าหนึ่งปิปที่คำนวณไว้ สมมติสเปรด 1.2 ปิป กับ 1 สแตนดาร์ดล็อต จะได้ 12 บาทต่อดีล ตัวเลขนี้คือต้นทุนที่ถูกหักทุกครั้งที่เข้าและออกจากสถานะ

  3. 03

    บวกค่าคอมมิชชันต่อล็อตต่อรอบ

    ตรวจสอบอัตราค่าคอมมิชชันของโบรกเกอร์ที่ใช้ แล้วบวกเข้ากับต้นทุนสเปรด ตัวอย่างใช้ 80 บาทต่อล็อตต่อรอบ รวมเป็น 92 บาทต่อดีล อัตราจริงแตกต่างกันไปในแต่ละแห่ง จึงควรใช้ตัวเลขจากบัญชีของตนเอง

  4. 04

    หักต้นทุนรวมออกจากกำไรขั้นต้น

    นำกำไรเป้าหมายต่อดีลเป็นปิป แปลงเป็นเงินบาท แล้วหักต้นทุนรวม สมมติกำไร 2 ปิป มูลค่า 20 บาท หัก 92 บาท ผลลัพธ์ติดลบ 72 บาทต่อดีล ตัวเลขนี้บอกว่าดีลนั้นยังไม่คุ้มทุน

  5. 05

    คำนวณจำนวนดีลที่ต้องชนะต่อวัน

    นำต้นทุนคงที่ต่อวันหารด้วยกำไรสุทธิต่อดีลที่ชนะ ถ้ากำไรสุทธิต่อดีลยังติดลบ จำนวนดีลที่ต้องชนะจะไม่มีที่สิ้นสุด ต้องปรับเป้าหมายกำไรหรือลดต้นทุนก่อน จึงจะหาจุดคุ้มทุนได้

  6. 06

    ทบทวนตัวเลขก่อนเปลี่ยนกลยุทธ์

    ทำตารางต้นทุนต่อดีลและกำไรสุทธิสำหรับขนาดล็อตและเป้าหมายกำไรที่แตกต่างกัน ใช้ตารางนี้ตัดสินใจว่าจะปรับขนาดการเทรดหรือลดจำนวนดีลต่อวัน ตัวเลขทุกตัวต้องคำนวณใหม่เมื่อสเปรดหรือค่าคอมมิชชันเปลี่ยน

ข้อผิดพลาดที่คนส่วนใหญ่ทำตรงนี้

หลายคนเริ่มสแคลปิงโดยดูแต่กราฟแล้วคิดว่ากำไร 3 ปิปคือกำไรเต็ม 3 ปิป ทั้งที่สเปรดถูกหักทุกครั้งที่เข้าและออก ทำให้เหลือเพียง 1.8 ปิป และเมื่อรวมค่าคอมมิชชันต่อล็อตต่อรอบ ต้นทุนอาจสูงกว่ากำไรที่ทำได้ทั้งหมด วิธีที่ควรทำคือเขียนต้นทุนต่อดีลเป็นเงินบาทก่อน แล้วจึงดูว่าต้องชนะกี่ดีลจึงจะคุ้มทุน ไม่ใช่เริ่มจากสัญญาณหรือ indicators

ตรวจสอบตัวเอง

ถ้าเทรด 15 ดีลต่อวัน กำไรเป้าหมาย 2 ปิปต่อดีล และสเปรด 1.2 ปิป กำไรสุทธิต่อวันก่อนค่าคอมมิชชันเป็นกี่บาท เมื่อใช้ 1 สแตนดาร์ดล็อต

กำไรสุทธิต่อดีลคือ 2 ลบ 1.2 เท่ากับ 0.8 ปิป 15 ดีลได้ 12 ปิป คูณ ฿10 ต่อปิป เป็น ฿120

ถ้าค่าคอมมิชชัน ฿80 ต่อล็อตต่อรอบ จากตัวอย่าง 15 ดีลข้างต้น ผลลัพธ์เป็นเท่าไร

ค่าคอมมิชชันรวม 15 คูณ ฿80 เท่ากับ ฿1,200 เมื่อหักจาก ฿120 จะติดลบ ฿1,080

คำถามที่มักตามมา

ทำไมค่าคอมมิชชันต่อล็อตต่อรอบจึงคิดซ้ำทุกดีล ไม่ใช่ครั้งเดียวต่อวัน

ค่าคอมมิชชันคิดตามปริมาณการเทรด ไม่ได้คิดตามวัน แต่ละดีลที่นับเป็นหนึ่งรอบการเทรดจึงถูกคิดค่าคอมมิชชันหนึ่งครั้ง ถ้าเทรด 15 ดีลต่อวัน ก็ถูกคิด 15 ครั้งในวันนั้น ไม่ว่าดีลนั้นจะได้กำไรหรือขาดทุน ต้นทุนส่วนนี้จึงไม่หายไปเมื่อตลาดเงียบ และต้องหักออกจากกำไรขั้นต้นของทุกดีลก่อนสรุปผล

ถ้าใช้ขนาด 0.10 ล็อตแทน 1 สแตนดาร์ดล็อต ตัวเลขทั้งหมดจะเปลี่ยนเป็นเท่าไร

มูลค่าหนึ่งปิปลดลงตามสัดส่วน จาก ฿10 เหลือ ฿1 ต่อปิป สเปรด 1.2 ปิปจึงเป็น ฿1.20 ต่อดีล ไม่ใช่ ฿12 ค่าคอมมิชชันก็มักคิดตามขนาดล็อต จึงลดลงในสัดส่วนเดียวกันหากอัตราต่อล็อตเท่าเดิม แต่กำไรขั้นต้นก็ลดลงด้วย อัตราส่วนระหว่างต้นทุนกับกำไรจึงอาจไม่เปลี่ยน ต้องคำนวณทั้งสองด้านใหม่ ไม่ใช่ดูแค่ตัวเลขต้นทุนที่เล็กลง

สเปรดใน USD/THB กว้างกว่าคู่เงินหลักเสมอหรือไม่ และเพราะเหตุใด

โดยทั่วไปสเปรดใน USD/THB อาจกว้างกว่าในคู่เงินหลัก เพราะปริมาณการซื้อขายน้อยกว่าและสภาพคล่องต่ำกว่า แต่ค่าที่แน่นอนขึ้นอยู่กับโบรกเกอร์และช่วงเวลา สเปรดอาจกว้างขึ้นในช่วงที่ตลาดผันผวนหรือช่วงเวลาที่มีผู้ซื้อขายน้อย ตัวเลข 1.2 ปิปในบทเรียนนี้เป็นเพียงตัวอย่างเพื่อการคำนวณ ไม่ใช่ค่าที่ใช้ได้กับทุกโบรกเกอร์

ถ้ากำไรขั้นต้นต่อดีลน้อยกว่าต้นทุนรวมต่อดีล จะเกิดอะไรขึ้น

เมื่อกำไรขั้นต้นต่อดีลน้อยกว่าต้นทุนรวมต่อดีล ดีลที่ชนะก็ยังติดลบ ต้องชนะหลายดีลเพื่อชดเชยต้นทุนคงที่ต่อรอบ และจำนวนดีลที่ต้องชนะจะเพิ่มขึ้นตามส่วนต่างนั้น ยิ่งค่าคอมมิชชันสูงเมื่อเทียบกับกำไรต่อดีล ภาระนี้ก็ยิ่งหนักขึ้น การเพิ่มจำนวนดีลไม่ได้แก้ปัญหา ถ้าต้นทุนต่อดีลยังสูงกว่ากำไรต่อดีล

ตัวเลขค่าคอมมิชชัน ฿80 ต่อล็อตต่อรอบ ใช้ได้กับโบรกเกอร์ทุกแห่งหรือไม่

ใช้ไม่ได้ ตัวเลขนี้เป็นเพียงตัวอย่างเพื่อการคำนวณในบทเรียน ไม่ใช่ข้อเสนอจากโบรกเกอร์ใด โบรกเกอร์แต่ละแห่งคิดค่าคอมมิชชันต่างกัน บางแห่งรวมไว้ในสเปรดแล้ว บางแห่งปัดเศษราคาต่างกัน และอาจมีค่าใช้จ่ายอื่นเพิ่ม ผู้อ่านควรตรวจสอบอัตราจริงของโบรกเกอร์ที่ใช้ก่อนนำตัวเลขไปคำนวณ

ทำไมต้องเขียนต้นทุนต่อดีลเป็นเงินบาทก่อนดูกราฟ

เพราะต้นทุนเป็นตัวเลขที่รู้ล่วงหน้า ส่วนผลของกราฟยังไม่รู้ การเขียนต้นทุนเป็นเงินบาททำให้เห็นว่าดีลหนึ่งต้องทำกำไรขั้นต้นเท่าไรจึงจะคุ้มทุน ตัวเลขนี้อยู่ในหน่วยเดียวกับกำไร จึงหักลบกันได้โดยไม่ต้องแปลงหน่วยอื่น เมื่อรู้จุดคุ้มทุนแล้วจึงค่อยพิจารณาว่ากลยุทธ์และเครื่องมือที่ใช้มีโอกาสทำได้จริงหรือไม่

คำที่ใช้ในหน้านี้

ปิป
ตำแหน่งทศนิยมตำแหน่งสุดท้ายที่โบรกเกอร์แสดงในราคา ในคู่เงิน USD/THB หนึ่งปิปคือ 0.0001 บาทต่อดอลลาร์ มูลค่าเป็นเงินบาทขึ้นอยู่กับขนาดล็อตที่ใช้
สเปรด
ส่วนต่างระหว่างราคาที่ซื้อได้กับราคาที่ขายได้ โบรกเกอร์คิดสเปรดทุกครั้งที่เข้าและออกจากสถานะ จึงเป็นต้นทุนที่เกิดกับทุกดีล
ล็อตมาตรฐาน
ขนาดสัญญาที่ใช้เทรด ในคู่เงิน USD/THB หนึ่งล็อตมาตรฐานคือ 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ มูลค่าหนึ่งปิปจึงเท่ากับ ฿10
จุดคุ้มทุน
ระดับที่กำไรขั้นต้นรวมเท่ากับต้นทุนรวมพอดี ดีลที่ทำได้ต่ำกว่าระดับนี้ยังขาดทุนหลังหักต้นทุน ไม่ว่าจะดูเหมือนได้กำไรบนกราฟ
ค่าคอมมิชชันต่อรอบ
ค่าใช้จ่ายที่คิดตามปริมาณการเทรด มักคิดต่อล็อตต่อรอบการเทรด บางโบรกเกอร์รวมไว้ในสเปรดแล้ว อัตราจึงแตกต่างกันไปในแต่ละแห่ง

สิ่งที่ควรจดจำ

  • ต้นทุนต่อดีลเป็นเงินบาทคือสเปรดบวกค่าคอมมิชชัน ตัวอย่าง 1.2 ปิปหรือ ฿12 รวมกับ ฿80 เป็น ฿92 ต่อดีล
  • กำไรขั้นต้น 2 ปิปหรือ ฿20 ต่อดีล หักต้นทุน ฿92 แล้วยังติดลบ ฿72 ดีลที่ชนะจึงยังไม่คุ้มทุน
  • จำนวนดีลที่ต้องชนะขึ้นอยู่กับส่วนต่างระหว่างกำไรต่อดีลกับต้นทุนต่อดีล ไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนดีลที่เปิด
  • ตัวเลขค่าคอมมิชชันและสเปรดแตกต่างกันไปในแต่ละโบรกเกอร์ ควรตรวจสอบอัตราจริงก่อนนำไปคำนวณ
ถัดไปใน อ่านตลาด: แผนภูมิ เครื่องมือ และสินค้าเดย์เทรด
การซื้อขายฟอเร็กซ์และ CFD มีความเสี่ยงสูงที่จะสูญเสียเงิน บัญชีรายย่อยส่วนใหญ่ขาดทุน ไม่มีสิ่งใดที่นี่เป็นการแนะนำให้ซื้อขายหรือการคาดการณ์ผลลัพธ์ใดๆPloyไกด์หลักสูตรของคุณ