แผน บันทึก และการทดสอบย้อนหลัง
เป้าหมายไม่ใช่การทำนายตลาด แต่คือการรู้ว่ากฎหนึ่งข้อ เมื่อทำ 50 ครั้งแล้ว ให้ผลลัพธ์เป็นเงินเท่าไร และมีจุดไหนที่ต้องแก้ก่อนนำไปใช้จริง
อ่านตัวเลขทดสอบย้อนหลังเป็นบาท
การทดสอบย้อนหลังหนึ่งครั้งให้ตัวเลขสามชุดที่ต้องแยกออกจากกัน ชุดแรกคือราคาที่เข้าและออก ชุดที่สองคือ pips ที่ได้หรือเสีย ชุดที่สามคือจำนวนเงินบาทหลังหักต้นทุนทุกชนิด ตัวเลขชุดที่สามคือตัวเลขที่ใช้ตัดสินใจ ไม่ใช่ชุดแรกหรือชุดที่สอง
สมมติว่าคุณเขียนกฎหนึ่งข้อว่าเข้าเมื่อราคาแตะ 36.4500 แล้วออกเมื่อได้ 15 pips หรือเสีย 15 pips บน 0.10 ล็อตมาตรฐาน USD/THB มูลค่าต่อ pip อยู่ที่ประมาณ ฿10 ต่อ pip ต่อ 0.10 ล็อต ตัวเลขนี้มาจากขนาดสัญญา ไม่ได้มาจากการคาดเดา
ถ้ากฎนี้ทำ 50 ครั้ง ได้ 30 ครั้ง เสีย 20 ครั้ง ครั้งละ 15 pips ผลรวมก่อนต้นทุนคือ 30 x 15 x ฿10 = ฿4,500 ฝั่งที่เสียคือ 20 x 15 x ฿10 = ฿3,000 ผลต่างคือ ฿4,500 - ฿3,000 = ฿1,500 ตัวเลข ฿1,500 นี้ยังไม่ใช่กำไร เพราะยังไม่หักค่าคอมมิชชันและสเปรด
หักต้นทุนจริงต่อครั้งออกจากผลรวม
ต้นทุนที่ต้องหักมีอย่างน้อยสามรายการ ได้แก่ สเปรด ค่าคอมมิชชัน และค่าสวอปถ้าถือข้ามคืน แต่ละโบรกเกอร์คิดไม่เท่ากัน บางแห่งคิดค่าคอมมิชชันต่อล็อต บางแห่งรวมไว้ในสเปรด ดังนั้นตัวเลขต้นทุนในแผนของคุณต้องมาจากอัตราที่โบรกเกอร์ของคุณแจ้งไว้
จากตัวอย่างเดิม สมมติว่าค่าคอมมิชชันอยู่ที่ ฿100 ต่อครั้ง และทำ 50 ครั้ง รวมค่าคอมมิชชัน 50 x ฿100 = ฿5,000 เมื่อนำไปหักจากผลรวมก่อนต้นทุน ฿1,500 จะได้ ฿1,500 - ฿5,000 = -฿3,500 ผลลัพธ์ติดลบ แม้จำนวนครั้งที่ได้จะมากกว่าจำนวนครั้งที่เสีย
ถ้าสเปรดเฉลี่ยอยู่ที่ 2 pips ต่อครั้ง คิดเป็น 50 x 2 x ฿10 = ฿1,000 ต่อ 50 ครั้ง เมื่อรวมกับค่าคอมมิชชัน ฿5,000 ต้นทุนรวมคือ ฿6,000 หักจาก ฿1,500 จะเหลือ -฿4,500 ตัวเลขนี้คือคำตอบที่แท้จริงของคำถามว่ากฎนี้ทำเงินได้หรือไม่
จุดที่ต้องแก้ก่อนนำกฎไปใช้จริง
เมื่อเห็นตัวเลขติดลบ สิ่งแรกที่ต้องดูคือจำนวน pips ที่ได้ต่อครั้งเทียบกับต้นทุนต่อครั้ง ถ้าต้นทุนต่อครั้งคือ ฿100 และมูลค่าต่อ pip คือ ฿10 หมายความว่าต้องได้อย่างน้อย 10 pips เพียงเพื่อเท่าทุน ตัวเลขนี้เรียกว่าจุดคุ้มทุนต่อครั้ง
จุดที่สองที่ต้องดูคืออัตราการได้เมื่อเทียบกับขนาดที่เสีย ถ้ากฎได้ 30 ครั้ง เสีย 20 ครั้ง แต่ครั้งที่เสีย 15 pips เท่ากับครั้งที่ได้ กำไรก่อนต้นทุนจะบางมาก การเพิ่มขนาด pips ที่ได้ต่อครั้งหรือลดขนาดที่เสียต่อครั้งมีผลมากกว่าการเพิ่มจำนวนครั้ง
จุดที่สามคือความสม่ำเสมอของผลลัพธ์ ถ้าผลรวม 50 ครั้งมาจากการได้ 10 ครั้งติดกันในตอนต้น แล้วที่เหลือขาดทุนทั้งหมด ตัวเลขรวมอาจดูดีแต่ไม่สะท้อนพฤติกรรมจริง ควรจดลำดับของผลลัพธ์ด้วย ไม่ใช่แค่ผลรวม เพื่อดูว่ากฎทนต่อช่วงขาดทุนต่อเนื่องได้หรือไม่
ทำไมต้องเขียนแผนไว้ก่อนที่ราคาจะขยับ
แผนคือกระดาษหนึ่งแผ่นที่เขียนไว้ก่อนเปิดคำสั่งซื้อขาย ใจความมีสามบรรทัด บรรทัดแรกบอกว่าเข้าเมื่อเงื่อนไขใด บรรทัดที่สองบอกว่าออกเมื่อใดทั้งตอนได้และตอนเสีย บรรทัดที่สามบอกว่าขาดทุนได้ไม่เกินเท่าไรต่อครั้ง ตัวเลขทุกตัวเขียนเป็น ฿ ไม่ใช่เขียนว่า นิดหน่อย หรือ พอสมควร เพราะตัวเลขที่คลุมเครือจะถูกตีความใหม่ทุกครั้งที่ราคาแกว่ง และการตีความใหม่กลางทางคือจุดที่แผนพัง
สมมติว่าเขียนไว้ว่า ขาดทุนได้ไม่เกิน ฿300 ต่อครั้ง บน USD/THB ที่ 0.10 ล็อตมาตรฐาน ซึ่ง 1 pip เท่ากับ ฿10 แปลว่าถอยได้ 30 pips ก่อนถึงเส้นที่เขียนไว้ ถ้าราคาผ่าน 30 pips แล้วยังเปิดอยู่ แปลว่าไม่ได้ทำตามแผน ไม่ใช่แปลว่าตลาดผิด กฎข้อนี้ทำให้เห็นได้ทันทีว่ากี่ครั้งที่ทำตาม และกี่ครั้งที่เลื่อนเส้นเอง ตัวเลขสองจำนวนนี้ต่างหากที่มีค่า ไม่ใช่ผลกำไรขาดทุนรวม
บันทึกสิ่งที่เกิดขึ้นจริงต้องมีเวลาเข้า เวลาออก ราคาเข้า ราคาออก จำนวน pips และจำนวน ฿ ต่อครั้ง หกช่องนี้พอ ถ้าเพิ่มช่องความรู้สึกเข้าไป ให้เขียนแยกไว้ท้ายบรรทัด ไม่ปนกับตัวเลข เพราะช่องนั้นมีไว้ดูว่าอารมณ์มาก่อนการเลื่อนเส้นหรือไม่ ไม่มีส่วนในการคำนวณ
การทดสอบย้อนหลังทำได้สองแบบ แบบแรกไล่ดูข้อมูลย้อนหลังบนแผนภูมิแล้วจด แบบที่สองใช้บัญชีทดลองกับราคาสด ทั้งสองแบบมีข้อจำกัดต่างกัน แบบแรกไม่มีการลื่นไถลของราคา แบบที่สองใช้เวลานานกว่า แต่ละโบรกเกอร์คิดสเปรดและค่าสวอปไม่เท่ากัน จึงควรใช้ตัวเลขของโบรกเกอร์ที่จะใช้จริงในการคิด ฿
เมื่อครบ 50 ครั้งแล้ว ตารางจะตอบได้เองว่ากฎนี้ควรใช้ต่อ แก้ หรือทิ้ง คำตอบไม่ต้องเดา เพราะทุกช่องมีตัวเลขกำกับอยู่แล้ว
ถ้ากฎเดิมทำผลได้แย่ลงเมื่อตลาดเงียบ ต้องบันทึกอะไรเพิ่ม
การทดสอบย้อนหลัง 50 ครั้งให้ภาพรวม แต่ไม่ได้บอกว่าผลลัพธ์กระจุกตัวอยู่ช่วงไหน ถ้ากฎทำกำไรได้ 30 ครั้งจาก 50 ครั้ง แต่ 25 ครั้งในนั้นเกิดในสัปดาห์ที่ราคาแกว่งแรง ตัวเลข ฿1,500 อาจมาจากช่วงเวลาสั้น ๆ ไม่กี่ช่วง เมื่อตลาดเงียบลง จำนวนครั้งที่ได้อาจลดลงโดยที่กฎไม่ได้เปลี่ยน
วิธีจดที่ช่วยแยกเรื่องนี้ออกคือเพิ่มช่องบันทึกสภาพตลาดตอนเข้า เช่น ช่วงที่ราคาแกว่งมาก ช่วงที่ราคาแกว่งน้อย และช่วงที่มีข่าวเศรษฐกิจ แล้วนับแยกกันว่ากฎได้กี่ครั้งในแต่ละช่อง ถ้าช่องหนึ่งมี 5 ครั้งและอีกช่องมี 45 ครั้ง ตัวเลขรวมยังใช้ตัดสินไม่ได้เต็มที่
เมื่อแยกแล้วให้คิดเป็น ฿ ต่อช่องด้วยวิธีเดิม สมมติช่วงเงียบมี 20 ครั้ง ได้ 6 ครั้ง เสีย 14 ครั้ง ครั้งละ 15 pips บน 0.10 ล็อตมาตรฐาน USD/THB คิดเป็น ฿10 ต่อ pip ผลรวมคือ 6 x 15 x ฿10 = ฿900 และ 14 x 15 x ฿10 = ฿2,100 เหลือ -฿1,200 ก่อนหักค่าคอมมิชชัน ฿100 ต่อครั้ง รวม 20 ครั้ง เป็น ฿2,000 ดังนั้นช่องนี้ขาดทุน -฿3,200
ตัวเลขนี้บอกว่ากฎอาจใช้ได้เฉพาะบางสภาพตลาด การเขียนเงื่อนไขเพิ่มว่าหยุดใช้เมื่อไหร่จึงเป็นส่วนหนึ่งของแผน ไม่ใช่การแก้กฎหนีปัญหา และควรจดไว้ก่อนเริ่มใช้จริง ไม่ใช่หลังเห็นผลขาดทุนแล้ว
ค่าสเปรดและค่าสวอปก็ต่างกันในแต่ละช่วงเวลาและแต่ละโบรกเกอร์ จึงควรบันทึกเวลาที่เข้าและออกไว้ด้วย เพื่อให้ย้อนดูได้ว่าต้นทุนต่อครั้งใกล้เคียงกับที่คิดไว้หรือไม่
50 ครั้ง กับกฎเดียว: บันทึกแล้วเห็นอะไร
| ขั้นตอน | จำนวน | หมายเหตุ |
|---|---|---|
| จำนวนครั้งที่ทดสอบ | 50 ครั้ง | นับจากบันทึกการทดสอบย้อนหลัง |
| จุดที่ได้ | 28 ครั้ง | แต่ละครั้งได้ 20 pips |
| จุดที่เสีย | 22 ครั้ง | แต่ละครั้งเสีย 20 pips |
| ขนาดที่ใช้ | 0.10 ล็อตมาตรฐาน | หนึ่งล็อตมาตรฐาน USD/THB หนึ่ง pip = ฿10 |
| กำไรจากจุดที่ได้ | ฿5,600 | 28 x 20 x ฿10 |
| ขาดทุนจากจุดที่เสีย | ฿4,400 | 22 x 20 x ฿10 |
| ผลรวมก่อนต้นทุน | ฿1,200 | ฿5,600 - ฿4,400 |
| ต้นทุนที่อาจเกิดขึ้น | ขึ้นอยู่กับโบรกเกอร์ | สเปรด ค่าคอมมิชชัน และค่าสวอปแตกต่างกันในแต่ละที่ |
ตัวเลขเหล่านี้อาจถูกปัดเศษหรือมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจากโบรกเกอร์ เช่น สเปรด ค่าคอมมิชชัน และค่าสวอป ซึ่งแต่ละแห่งคิดไม่เท่ากัน
ทำครั้งเดียว ทีละขั้น
สี่ขั้นตอนต่อไปนี้คือลำดับที่คุณจะทำจริงหลังอ่านจบ เริ่มจากเขียนกฎหนึ่งข้อ แล้วเก็บข้อมูล 50 ครั้งก่อนตัดสินใจใช้เงินจริง
- 01
เขียนกฎหนึ่งข้อให้ครบสามส่วน
ระบุเงื่อนไขเข้า เงื่อนไขออก และขนาดล็อตเป็นตัวเลขเดียว เช่น เข้าเมื่อราคาแตะ 36.4500 ออกที่ 15 pips หรือตัดขาดทุนที่ 15 pips บน 0.10 ล็อตมาตรฐาน USD/THB เขียนให้สั้นจนอธิบายให้คนอื่นฟังได้ในหนึ่งนาที ถ้าอธิบายไม่ได้แปลว่ากฎยังไม่ชัด
- 02
ทดสอบย้อนหลังอย่างน้อย 50 ครั้ง
เลือกช่วงเวลาที่มีข้อมูลครบ แล้วทำตามกฎทุกครั้งโดยไม่แก้ระหว่างทาง จดวันที่ เวลาเข้า เวลาออก และ pips ที่ได้หรือเสียของแต่ละครั้ง เก็บให้ครบ 50 ครั้งก่อนสรุปผล จำนวน 50 ครั้งเป็นขั้นต่ำที่ทำให้เห็นภาพรวม ไม่ใช่การรับประกันผลลัพธ์ในอนาคต
- 03
แปลงทุกครั้งเป็นเงินบาท
คูณ pips ด้วยมูลค่าต่อ pip ของขนาดล็อตที่ใช้ จากนั้นหักค่าคอมมิชชันและสเปรดของแต่ละครั้งออกทันที อย่ารอรวมทีหลัง เพราะจะลืมต้นทุนบางรายการ ตัวอย่าง 15 pips บน 0.10 ล็อตมาตรฐาน USD/THB คือ 15 x ฿10 = ฿150 ก่อนหักต้นทุน
- 04
หาผลรวมหลังหักต้นทุนทุกครั้ง
นำผลรวมก่อนต้นทุนลบด้วยผลรวมต้นทุนทั้งหมด ถ้าผลลัพธ์ติดลบ ให้กลับไปดูจุดคุ้มทุนต่อครั้งว่าต้องได้กี่ pips ถึงจะเท่าทุน ตัวเลขนี้จะบอกว่าปัญหาอยู่ที่ขนาด pips หรือที่จำนวนครั้ง
- 05
แก้กฎหนึ่งจุดแล้วทดสอบใหม่
เลือกแก้เพียงหนึ่งอย่าง เช่น เพิ่มเป้าจาก 15 เป็น 20 pips หรือลดขนาดล็อตลงครึ่งหนึ่ง แล้วทดสอบย้อนหลัง 50 ครั้งใหม่ด้วยกฎที่แก้แล้ว การแก้หลายจุดพร้อมกันทำให้ไม่รู้ว่าจุดไหนที่เปลี่ยนผลลัพธ์
- 06
ตัดสินใจด้วยตัวเลข ไม่ใช่ความรู้สึก
ถ้าผลรวมหลังหักต้นทุนยังติดลบหลังแก้กฎแล้ว ให้เก็บกฎนั้นไว้เป็นข้อมูลและไม่นำไปใช้กับเงินจริง ถ้าผลรวมเป็นบวก ให้เริ่มด้วยขนาดเล็กสุดที่โบรกเกอร์กำหนด และจดบันทึกทุกครั้งต่อไปเหมือนเดิม เพราะต้นทุนจริงอาจสูงกว่าที่ทดสอบไว้
ข้อผิดพลาดที่คนส่วนใหญ่ทำตรงนี้
หลายคนเริ่มเทรดก่อนจดบันทึก แล้วจำเอาเองว่ากฎได้ผล ทั้งที่ความจริงอาจขาดทุนเมื่อรวมต้นทุนทุกครั้ง วิธีที่ควรทำคือเขียนกฎให้ชัดก่อนหนึ่งข้อ ทดสอบย้อนหลังอย่างน้อย 50 ครั้ง จดทุกครั้งว่าเข้าเมื่อไร ออกเมื่อไร ได้หรือเสียกี่ pips และคิดเป็น ฿ ทุกครั้ง จากนั้นจึงตัดสินใจว่าจะใช้จริงหรือแก้กฎตรวจสอบตัวเอง
ถ้ากฎหนึ่งทำ 50 ครั้ง ได้ 30 ครั้ง เสีย 20 ครั้ง ครั้งละ 15 pips บน 0.10 ล็อตมาตรฐาน USD/THB ผลรวมก่อนต้นทุนเป็นเงินบาทเท่าไร
ได้ 30 x 15 x ฿10 = ฿4,500 และเสีย 20 x 15 x ฿10 = ฿3,000 ดังนั้นผลรวมก่อนต้นทุนคือ ฿4,500 - ฿3,000 = ฿1,500
ถ้าโบรกเกอร์คิดค่าคอมมิชชัน ฿100 ต่อครั้ง รวม 50 ครั้ง ต้นทุนค่าคอมมิชชันเป็นเท่าไร และเหลือผลลัพธ์เท่าไร
ค่าคอมมิชชัน 50 x ฿100 = ฿5,000 เมื่อหักจากผลรวมก่อนต้นทุน ฿1,500 จะเหลือ ฿1,500 - ฿5,000 = -฿3,500
คำถามที่มักตามมา
ทำไมต้องทดสอบย้อนหลังอย่างน้อย 50 ครั้ง
เพราะจำนวนครั้งน้อยเกินไปจะทำให้ผลรวมขึ้นลงตามเหตุการณ์ไม่กี่ครั้ง ตัวเลข 50 ครั้งเป็นตัวเลขที่ใช้กันทั่วไปเพื่อให้เห็นทั้งช่วงที่ได้และช่วงที่เสีย ยังไม่มีกฎใดรับประกันว่าผลในอดีตจะเกิดซ้ำ แต่การมี 50 ครั้งทำให้คุณเห็นต้นทุนรวมเป็นบาทได้ชัดกว่าการทำ 5 ครั้ง
ล็อตมาตรฐานกับมูลค่าต่อ pip คิดจากอะไร
มูลค่าต่อ pip มาจากขนาดสัญญาของสินค้านั้น ไม่ได้มาจากการคาดเดา ในตัวอย่าง USD/THB บน 0.10 ล็อตมาตรฐาน มูลค่าอยู่ที่ประมาณ ฿10 ต่อ pip ถ้าเปลี่ยนขนาดล็อต ตัวเลขนี้ก็เปลี่ยนตามสัดส่วน ควรตรวจตัวเลขนี้กับโบรกเกอร์ของคุณเพราะแต่ละแห่งอาจปัดเศษต่างกัน
จุดคุ้มทุนต่อครั้งคืออะไร
จุดคุ้มทุนต่อครั้งคือจำนวน pips ที่ต้องได้เพียงเพื่อให้พอดีกับต้นทุนต่อครั้ง ถ้าต้นทุนต่อครั้งคือ ฿100 และมูลค่าต่อ pip คือ ฿10 ต้องได้ 10 pips จึงจะเท่าทุน ตัวเลขนี้บอกว่ากฎของคุณต้องได้มากกว่ากี่ pips ก่อนจะเริ่มมีกำไรจริง
ทำไมผลรวมที่ได้มากกว่าที่เสียยังขาดทุนได้
เพราะผลรวมก่อนต้นทุนยังไม่หักสเปรดและค่าคอมมิชชัน ในตัวอย่าง 30 ครั้งที่ได้หัก 20 ครั้งที่เสียเหลือ ฿1,500 แต่ค่าคอมมิชชัน 50 ครั้งรวม ฿5,000 ทำให้เหลือ -฿3,500 จำนวนครั้งที่ได้มากกว่าจึงไม่พอ ถ้าต้นทุนต่อครั้งสูงกว่ากำไรต่อครั้ง
ควรจดอะไรในบันทึกนอกจากผลรวม
ควรจดลำดับของผลลัพธ์ด้วย ไม่ใช่แค่ยอดรวม เพราะผลรวมที่ดีอาจมาจากการได้ติดกันช่วงต้นแล้วขาดทุนที่เหลือ ควรจดวันเวลา ราคาเข้า ราคาออก จำนวน pips และจำนวนบาทหลังหักต้นทุนทุกครั้ง เพื่อดูว่ากฎทนต่อช่วงขาดทุนต่อเนื่องได้หรือไม่
ค่าสวอปคิดเมื่อไร
ค่าสวอปคือค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นเมื่อถือสถานะข้ามคืน อัตราคิดไม่เท่ากันในแต่ละโบรกเกอร์และแต่ละสินค้า บางวันอาจเป็นบวกกับสถานะของคุณได้ ตัวเลขนี้จึงควรดึงจากอัตราที่โบรกเกอร์ของคุณแจ้ง ไม่ควรใช้ตัวเลขสมมติในแผนจริง
คำที่ใช้ในหน้านี้
- การทดสอบย้อนหลัง
- การนำกฎหนึ่งข้อไปไล่ดูข้อมูลราคาที่เกิดขึ้นแล้ว เพื่อนับว่ากฎนั้นได้หรือเสียกี่ครั้ง และคิดเป็นเงินบาทเท่าไร
- pip
- หน่วยเล็กที่สุดของการเคลื่อนไหวราคาที่ใช้นับในคู่เงิน มูลค่าเป็นบาทของหนึ่ง pip ขึ้นอยู่กับขนาดล็อตและสินค้าที่เทรด
- สเปรด
- ส่วนต่างระหว่างราคาซื้อกับราคาขายที่โบรกเกอร์เสนอ เป็นต้นทุนที่เกิดทุกครั้งที่เข้าและออก แม้ราคาจะไม่ขยับ
- ค่าคอมมิชชัน
- ค่าธรรมเนียมที่โบรกเกอร์คิดต่อครั้งหรือต่อล็อต บางแห่งรวมไว้ในสเปรดแล้ว แต่ละแห่งคิดไม่เท่ากัน
- จุดคุ้มทุนต่อครั้ง
- จำนวน pips ที่ต้องได้ต่อครั้งเพื่อให้พอดีกับต้นทุนต่อครั้ง ใช้บอกว่ากฎต้องได้อย่างน้อยเท่าไรก่อนจะมีกำไร
- อัตราการได้
- สัดส่วนจำนวนครั้งที่ได้เทียบกับจำนวนครั้งทั้งหมดที่ทดสอบ ใช้คู่กับขนาด pips ที่ได้และเสียเสมอ ไม่ใช้เดี่ยว ๆ
สิ่งที่ควรจดจำ
- เขียนกฎหนึ่งข้อให้ชัดก่อน แล้วทดสอบย้อนหลังอย่างน้อย 50 ครั้ง จดทุกครั้งว่าเข้าเมื่อไร ออกเมื่อไร ได้หรือเสียกี่ pips และคิดเป็นบาทเท่าไร
- ตัวเลขที่ใช้ตัดสินใจคือยอดหลังหักสเปรด ค่าคอมมิชชัน และค่าสวอป ไม่ใช่ยอดก่อนต้นทุน
- จำนวนครั้งที่ได้มากกว่าที่เสียยังขาดทุนได้ ถ้าต้นทุนต่อครั้งสูงกว่ากำไรต่อครั้ง
- จดลำดับของผลลัพธ์ด้วย ไม่ใช่แค่ผลรวม เพื่อดูว่ากฎทนต่อช่วงขาดทุนต่อเนื่องได้หรือไม่