ดัชนีและ CFD หุ้น
ดัชนีคือตะกร้าหุ้นหลายตัวรวมกัน เช่น US30 จึงขยับตามภาพรวมของตลาด ส่วน CFD หุ้นตัวเดียวขยับตามบริษัทนั้นเพียงบริษัทเดียว ทั้งสองแบบมีชั่วโมงซื้อขาย เงินปันผล และเหตุการณ์องค์กรที่คู่สกุลเงินอย่าง USD/THB ไม่มี
ขนาดสัญญาและมูลค่าต่อจุดของ CFD ดัชนี
CFD ดัชนีอ้างอิงตะกร้าหุ้นหลายตัวรวมกัน เช่น US30 จึงขยับตามภาพรวมของตลาดมากกว่าบริษัทใดบริษัทหนึ่ง ขนาดสัญญาของแต่ละดัชนีไม่เท่ากันและกำหนดโดยโบรกเกอร์แต่ละราย ตัวอย่างสมมติ: ถ้าหนึ่งจุดของดัชนีหนึ่งมีค่า ฿25 ต่อหนึ่งสัญญา และราคาเคลื่อน 12 จุด กำไรหรือขาดทุนคือ 12 × ฿25 = ฿300 ตัวเลข ฿25 ไม่ใช่ค่าคงที่ของทุกโบรกเกอร์ จึงต้องเปิดตารางสเปกก่อนคำนวณทุกครั้ง
ขั้นราคาต่ำสุดของดัชนีมักใหญ่กว่าคู่สกุลเงินมาก ทำให้จำนวนจุดที่ขยับในหนึ่งวันดูน้อย แต่เมื่อคูณกับมูลค่าต่อจุดแล้วอาจมีขนาดใกล้เคียงกัน สมมติอีกกรณี: ดัชนีมูลค่าต่อจุด ฿25 เคลื่อน 4 จุด ได้ 4 × ฿25 = ฿100 เทียบกับ USD/THB หนึ่งล็อตมาตรฐานที่ ฿10 ต่อจุด เคลื่อน 10 จุด ได้ 10 × ฿10 = ฿100 เท่ากัน ทั้งสองกรณีให้ผลเท่ากันแม้จำนวนจุดต่างกัน วิธีอ่านที่ถูกคือดูที่จำนวนเงิน ไม่ใช่จำนวนจุด
มาร์จินที่ใช้เปิดสถานะก็คิดจากขนาดสัญญาและราคาดัชนี ไม่ได้คิดจากจำนวนจุด สมมติโบรกเกอร์กำหนดมาร์จิน 5% ของมูลค่าสัญญา ถ้าดัชนีมีมูลค่าสัญญา ฿200,000 เงินที่ต้องใช้คือ 0.05 × ฿200,000 = ฿10,000 อัตราส่วนนี้แตกต่างกันในแต่ละโบรกเกอร์และแต่ละสินค้า ตัวเลขนี้จึงเป็นเพียงตัวอย่าง ไม่ใช่ข้อเสนอของโบรกเกอร์รายใด
ขนาดสัญญาและเงินปันผลของ CFD หุ้น
CFD หุ้นอ้างอิงบริษัทเดียว ขนาดสัญญาจึงมักเทียบเป็นจำนวนหุ้นต่อหนึ่งสัญญา สมมติหนึ่งสัญญาเท่ากับ 100 หุ้น และราคาหุ้นอยู่ที่ ฿35 ต่อหุ้น มูลค่าสัญญาคือ 100 × ฿35 = ฿3,500 ถ้าราคาขยับ ฿0.50 กำไรหรือขาดทุนคือ 100 × ฿0.50 = ฿50 ตัวเลข 100 หุ้นต่อสัญญาไม่เหมือนกันทุกโบรกเกอร์ บางรายใช้ 1 หุ้นต่อสัญญา
เมื่อบริษัทจ่ายเงินปันผล ผู้ถือ CFD หุ้นมักได้รับหรือถูกปรับเงินสดตามจำนวนหุ้นที่ถือ สมมติถือ 100 หุ้น และบริษัทจ่ายปันผลหุ้นละ ฿0.80 เงินที่เกี่ยวข้องคือ 100 × ฿0.80 = ฿80 ก่อนภาษีที่อาจถูกหัก ณ ที่จ่ายตามกฎของแต่ละประเทศ ภาษีและวิธีหักแตกต่างกันในแต่ละเขตอำนาจ จึงต้องตรวจกับโบรกเกอร์และเอกสารราชการของประเทศนั้น
เหตุการณ์องค์กร เช่น การแตกหุ้นหรือการควบรวม อาจทำให้จำนวนหุ้นหรือราคาอ้างอิงในสัญญาเปลี่ยน โบรกเกอร์จะปรับสถานะให้สอดคล้องและแจ้งล่วงหน้าเป็นรายกรณี สมมติแตกหุ้น 2 ต่อ 1 จำนวน 100 หุ้นอาจกลายเป็น 200 หุ้น และราคาต่อหุ้นลดลงครึ่งหนึ่ง มูลค่าโดยรวมจึงใกล้เคียงเดิม วิธีเตรียมตัวคืออ่านประกาศของโบรกเกอร์และจดวันที่มีผลลงในบันทึกส่วนตัว
ชั่วโมงซื้อขายและค่าถือข้ามคืนที่ต่างจากคู่สกุลเงิน
ชั่วโมงซื้อขายของดัชนีและหุ้นผูกกับเวลาของตลาดที่สินค้านั้นอ้างอิง ตลาดสหรัฐเปิดและปิดตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งเมื่อเทียบกับเวลาในประเทศไทยอาจตรงกับช่วงดึกหรือเช้ามืด สมมติเวลาทำการ 09:30 ถึง 16:00 น. ตามเวลานิวยอร์ก ยาวนาน 6 ชั่วโมง 30 นาที จำนวนชั่วโมงนี้ไม่เท่ากับคู่สกุลเงินที่ซื้อขายได้เกือบตลอดวันทำการ
ช่วงที่ตลาดอ้างอิงปิด ราคาของ CFD ดัชนีและ CFD หุ้นมักไม่ขยับ แต่ค่าธรรมเนียมถือข้ามคืนอาจยังถูกคิดตามเวลาที่สถานะเปิดอยู่ สมมติค่าธรรมเนียม ฿15 ต่อคืน และถือสถานะ 3 คืน ค่าใช้จ่ายคือ 3 × ฿15 = ฿45 ตัวเลขนี้แตกต่างกันมากในแต่ละโบรกเกอร์และแต่ละสินค้า จึงควรอ่านตารางค่าธรรมเนียมก่อนเปิดสถานะ
การเทียบสินค้าสองชนิดจึงต้องดูทั้งสามอย่างพร้อมกัน คือมูลค่าต่อจุด ชั่วโมงซื้อขาย และรายการที่เกิดเป็นครั้งคราวอย่างเงินปันผล สมมติสถานะดัชนีให้กำไร ฿300 แต่มีค่าถือข้ามคืน ฿45 สุทธิเหลือ ฿300 − ฿45 = ฿255 การหักลบแบบนี้ทำให้เห็นภาพจริงมากกว่าดูตัวเลขกำไรขั้นต้นเพียงอย่างเดียว วิธีที่ทำได้คือจดทั้งสามรายการลงตารางเดียวกันก่อนตัดสินใจ
US30 กับดัชนีในประเทศ: ชั่วโมงซื้อขายและขั้นราคา 2 ตัวอย่าง
| ขั้นตอน | จำนวน | หมายเหตุ |
|---|---|---|
| ขนาดสัญญา USD/THB หนึ่งล็อตมาตรฐาน | 100,000 | หน่วยเป็นดอลลาร์สหรัฐ ตามที่โบรกเกอร์กำหนด |
| หนึ่งจุดของ USD/THB ต่อหนึ่งล็อตมาตรฐาน | ฿10 | คำนวณจาก 100,000 × 0.0001 |
| ราคาอ้างอิง USD/THB | 36.4500 | ใช้เป็นตัวอย่างเท่านั้น ราคาจริงเปลี่ยนตลอด |
| มูลค่าสัญญา USD/THB หนึ่งล็อตที่ราคานี้ | ฿3,645,000 | คำนวณจาก 100,000 × 36.4500 |
| ชั่วโมงซื้อขาย US30 | ตามเวลาตลาดสหรัฐ | โบรกเกอร์แต่ละรายอาจเปิดปิดต่างกัน |
| ชั่วโมงซื้อขายดัชนีในประเทศ | ตามเวลาตลาดไทย | มักไม่ตรงกับตลาดสหรัฐ จึงมีช่วงที่ราคานิ่ง |
| ขั้นราคาต่ำสุดของดัชนี | ขึ้นกับโบรกเกอร์ | บางรายคิด 1 จุด บางรายคิด 0.1 จุด |
| เงินปันผลและเหตุการณ์องค์กร | มีผลกับ CFD หุ้น | คู่สกุลเงินอย่าง USD/THB ไม่มีรายการนี้ |
โบรกเกอร์อาจปัดเศษราคา คิดค่าสเปรด ค่าธรรมเนียมข้ามคืน และปรับราคาตามเงินปันผลหรือเหตุการณ์องค์กร ตัวเลขที่แสดงจึงเป็นเพียงตัวอย่าง
ทำครั้งเดียว ทีละขั้น
สี่ขั้นตอนต่อไปนี้เป็นลำดับการทำความเข้าใจสินค้าหนึ่งชนิดก่อนเปิดสถานะ โดยเริ่มจากอ่านสเปกและจบที่การจดบันทึกไว้เทียบในภายหลัง
- 01
เปิดตารางสเปกของสินค้านั้น
หาเอกสารสเปกของ CFD ดัชนีหรือ CFD หุ้นที่ต้องการดูจากหน้าเว็บของโบรกเกอร์ จดสี่ค่า คือขนาดสัญญา มูลค่าต่อจุด ชั่วโมงซื้อขาย และอัตรามาร์จิน ค่าทั้งสี่นี้กำหนดวิธีคิดกำไรขาดทุนทั้งหมด
- 02
คำนวณมูลค่าต่อจุดด้วยตัวเลขของคุณเอง
ใช้ขนาดสัญญาและราคาปัจจุบันคูณกันเพื่อดูมูลค่าสัญญา แล้วเทียบกับตัวอย่างในบทเรียน ตรวจว่าผลลัพธ์ใกล้เคียงกับที่โบรกเกอร์แสดงหรือไม่ ถ้าต่างกัน ให้กลับไปดูนิยามขนาดสัญญาในสเปกอีกครั้ง
- 03
ตรวจวันที่มีเงินปันผลและเหตุการณ์องค์กร
เปิดปฏิทินของสินค้านั้นและจดวันที่มีเงินปันผลหรือการแตกหุ้น สมมติถือ 100 หุ้นและปันผลหุ้นละ ฿0.80 เงินที่เกี่ยวข้องคือ ฿80 ก่อนภาษี ตรวจวิธีหักภาษีกับโบรกเกอร์เพราะแต่ละประเทศต่างกัน
- 04
จดชั่วโมงซื้อขายเทียบเวลาในประเทศไทย
แปลงเวลาเปิดและปิดของตลาดอ้างอิงมาเป็นเวลาในประเทศไทย แล้วเขียนช่วงที่ตลาดปิดไว้ข้าง ๆ สถานะ ระบุด้วยว่าค่าถือข้ามคืนคิดต่อคืนเท่าไร เพื่อไม่ให้เปิดสถานะค้างในช่วงที่ราคาไม่ขยับ
- 05
รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดในตารางเดียว
ทำตารางสั้น ๆ ที่มีกำไรขั้นต้น ค่าถือข้ามคืน และรายการจากเงินปันผล แล้วหักลบกัน สมมติกำไร ฿300 ค่าถือข้ามคืน ฿45 เหลือ ฿255 ตัวเลขสุทธินี้ใช้เทียบกับสินค้าอื่นได้ตรงกว่าเดิม
- 06
ทบทวนบันทึกก่อนทำซ้ำ
กลับมาอ่านบันทึกหลังสถานะปิด แล้วเทียบตัวเลขที่คำนวณไว้กับผลจริงที่โบรกเกอร์แสดง ถ้าต่างกันให้หาว่ามาจากค่าสเปรด การปัดเศษ หรือค่าธรรมเนียมข้อใด ปรับวิธีจดแล้วใช้กับสินค้าชนิดถัดไป
ข้อผิดพลาดที่คนส่วนใหญ่ทำตรงนี้
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือคิดว่าดัชนีและหุ้นตัวเดียวคิดกำไรขาดทุนเหมือนคู่สกุลเงิน ทั้งที่ขนาดสัญญา ขั้นราคา และชั่วโมงซื้อขายไม่เหมือนกัน บางคนเปิดสถานะดัชนีในประเทศตอนตลาดปิด ทำให้ราคาไม่ขยับแต่ถูกคิดค่าธรรมเนียมข้ามคืน วิธีที่ควรทำคือเปิดตารางสเปกของสินค้านั้นก่อนทุกครั้ง แล้วจดชั่วโมงซื้อขาย ขั้นราคา และวันที่มีเงินปันผลลงในบันทึกส่วนตัวตรวจสอบตัวเอง
ถ้าหนึ่งจุดของ USD/THB ต่อหนึ่งล็อตมาตรฐานเท่ากับ ฿10 และราคาเคลื่อน 20 จุด กำไรหรือขาดทุนเป็นเท่าไร
20 × ฿10 = ฿200
ถ้าราคา USD/THB คือ 36.4500 มูลค่าสัญญาหนึ่งล็อตมาตรฐานเป็นเท่าไร
100,000 × 36.4500 = ฿3,645,000
ทำไม CFD หุ้นจึงมีรายการเงินปันผล แต่ USD/THB ไม่มี
เพราะ CFD หุ้นอ้างอิงบริษัทเดียวซึ่งจ่ายเงินปันผลและมีเหตุการณ์องค์กร ส่วน USD/THB อ้างอิงอัตราแลกเปลี่ยนสองสกุลซึ่งไม่มีรายการเหล่านี้
คำถามที่มักตามมา
ค่าถือข้ามคืนคิดจากอะไร และคิดตอนไหน
ค่าถือข้ามคืนคิดจากมูลค่าสถานะที่ยังเปิดอยู่ ไม่ได้คิดจากจำนวนจุดที่ราคาขยับ แต่ละโบรกเกอร์คิดอัตราต่างกัน และคิดเมื่อเลยเวลาตัดรอบของวันนั้น สถานะที่เปิดข้ามวันจึงมีรายการนี้เสมอแม้ราคาไม่ขยับ วิธีดูคืออ่านตารางสเปกของสินค้านั้นและจดเวลาตัดรอบไว้
ทำไมเปิดสถานะดัชนีตอนตลาดปิดแล้วราคาไม่ขยับ
เพราะตลาดที่ดัชนีนั้นอ้างอิงยังไม่เปิด จึงไม่มีราคาซื้อขายใหม่เข้ามา ราคาที่เห็นอาจค้างอยู่ที่ราคาปิดครั้งล่าสุด แต่ค่าถือข้ามคืนยังถูกคิดตามเวลาที่ผ่านไป สถานะจึงมีต้นทุนเพิ่มขึ้นโดยที่ราคาไม่เปลี่ยน วิธีเลี่ยงคือตรวจเวลาทำการของตลาดนั้นก่อนเปิดสถานะ
เงินปันผลของ CFD หุ้นได้เท่าไร และหักภาษีไหม
เงินที่เกี่ยวข้องคำนวณจากจำนวนหุ้นในสัญญาคูณกับปันผลต่อหุ้น สมมติถือ 100 หุ้น และปันผลหุ้นละ ฿0.80 เงินที่เกี่ยวข้องคือ 100 × ฿0.80 = ฿80 ภาษีที่อาจถูกหัก ณ ที่จ่ายแตกต่างกันในแต่ละประเทศ จึงต้องตรวจกับโบรกเกอร์และเอกสารราชการของประเทศนั้น ตัวเลขนี้จึงเป็นเพียงตัวอย่างก่อนหักภาษี
การแตกหุ้นทำให้สถานะของฉันเปลี่ยนไปอย่างไร
โบรกเกอร์จะปรับจำนวนหุ้นหรือราคาอ้างอิงในสัญญาให้สอดคล้องกัน สมมติแตกหุ้น 2 ต่อ 1 จำนวน 100 หุ้นอาจกลายเป็น 200 หุ้น และราคาต่อหุ้นลดลงครึ่งหนึ่ง มูลค่าโดยรวมจึงใกล้เคียงเดิม การปรับเป็นรายกรณีและแจ้งล่วงหน้า วิธีเตรียมตัวคืออ่านประกาศและจดวันที่มีผลไว้
มาร์จินที่ต้องใช้เปิดสถานะดัชนีคิดอย่างไร
มาร์จินคิดจากมูลค่าสัญญา ไม่ได้คิดจากจำนวนจุด สมมติโบรกเกอร์กำหนดมาร์จิน 5% ของมูลค่าสัญญา และดัชนีมีมูลค่าสัญญา ฿200,000 เงินที่ต้องใช้คือ 0.05 × ฿200,000 = ฿10,000 อัตราส่วนนี้แตกต่างกันในแต่ละโบรกเกอร์และแต่ละสินค้า ตัวเลขนี้จึงเป็นเพียงตัวอย่าง ไม่ใช่ข้อเสนอของโบรกเกอร์รายใด
จะรู้ได้อย่างไรว่าสินค้าหนึ่งคิดกำไรขาดทุนเท่าไร
ดูที่จำนวนเงินต่อหนึ่งจุดหรือต่อหนึ่งหน่วยราคาในตารางสเปกของสินค้านั้น แล้วคูณกับจำนวนที่ราคาขยับ สมมติมูลค่าต่อจุด ฿25 และราคาเคลื่อน 12 จุด กำไรหรือขาดทุนคือ 12 × ฿25 = ฿300 จำนวนจุดที่ขยับไม่เท่ากันระหว่างสินค้า แต่เทียบได้ที่จำนวนเงิน วิธีที่ควรทำคือเปิดตารางสเปกก่อนคำนวณทุกครั้ง
In ประเทศไทย
- หน่วยเงินในบัญชี
- บาท เขียนว่า ฿ (THB)
- หน่วยงานกำกับดูแล
- SEC Thailand
- วิธีฝากถอนที่พบบ่อย
- โอนผ่านธนาคารและ PromptPay
- คู่สกุลเงินที่ใช้ในตัวอย่าง
- USD/THB ประมาณ 36.4500
- หนึ่งจุดของ USD/THB ต่อหนึ่งล็อตมาตรฐาน
- ฿10
คำที่ใช้ในหน้านี้
- CFD ดัชนี
- สัญญาส่วนต่างที่อ้างอิงตะกร้าหุ้นหลายตัวรวมกัน เช่น US30 จึงขยับตามภาพรวมของตลาดมากกว่าบริษัทใดบริษัทหนึ่ง ขนาดสัญญาและมูลค่าต่อจุดกำหนดโดยโบรกเกอร์แต่ละราย
- CFD หุ้น
- สัญญาส่วนต่างที่อ้างอิงบริษัทเดียว ขนาดสัญญามักเทียบเป็นจำนวนหุ้นต่อหนึ่งสัญญา และมีรายการเงินปันผลกับเหตุการณ์องค์กรเข้ามาเกี่ยวข้อง
- ขั้นราคา
- ระยะห่างต่ำสุดที่ราคาเคลื่อนได้หนึ่งครั้ง ขั้นราคาของดัชนีมักใหญ่กว่าคู่สกุลเงินมาก ทำให้จำนวนจุดที่ขยับในหนึ่งวันดูน้อย
- ค่าถือข้ามคืน
- ค่าใช้จ่ายที่คิดเมื่อถือสถานะข้ามเวลาตัดรอบของวัน คิดจากมูลค่าสถานะที่ยังเปิดอยู่ ไม่ได้คิดจากจำนวนจุดที่ราคาขยับ อัตราแตกต่างกันในแต่ละโบรกเกอร์
- เหตุการณ์องค์กร
- เหตุการณ์ของบริษัท เช่น การแตกหุ้นหรือการควบรวม ซึ่งทำให้จำนวนหุ้นหรือราคาอ้างอิงในสัญญาเปลี่ยน โบรกเกอร์จะปรับสถานะให้สอดคล้องและแจ้งล่วงหน้า
สิ่งที่ควรจดจำ
- ดัชนีขยับตามตะกร้าหุ้น ส่วน CFD หุ้นขยับตามบริษัทเดียว ขนาดสัญญาจึงไม่เหมือนกัน
- เทียบผลลัพธ์ที่จำนวนเงิน ไม่ใช่จำนวนจุด เพราะขั้นราคาของแต่ละสินค้าไม่เท่ากัน
- มาร์จินคิดจากมูลค่าสัญญา ส่วนค่าถือข้ามคืนคิดตามเวลาที่ถือสถานะ
- CFD หุ้นมีเงินปันผลและเหตุการณ์องค์กร ซึ่งคู่สกุลเงินอย่าง USD/THB ไม่มี