การเปิดบัญชีและการผ่านการยืนยันตัวตน
เราจะดูว่าการตรวจสอบใดทำให้ใบสมัครล่าช้า และคิดเป็นเงินบาทว่าแต่ละขั้นตอนมีค่าใช้จ่ายเท่าไร
ตัวอย่างทั้งหมดใช้คู่เงิน USD/THB ที่ราคาประมาณ 36.4500 และคิดค่าธรรมเนียมเป็นบาท
เอกสารที่โบรกเกอร์ภายใต้ SEC Thailand ต้องใช้ และเหตุผลที่ตัวเลขในใบสมัครต้องตรงกัน
โบรกเกอร์ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ SEC Thailand ต้องยืนยันว่าผู้สมัครเป็นบุคคลจริงและเป็นเจ้าของเงินที่นำมาฝาก โดยทั่วไปต้องใช้สามอย่างคือ ภาพบัตรประชาชนหรือหนังสือเดินทางที่ยังไม่หมดอายุ ภาพหน้าสมุดบัญชีธนาคารหรือภาพหน้าจอแอปธนาคารที่เห็นชื่อและเลขบัญชีชัดเจน และภาพถ่ายเซลฟีที่ถือบัตรคู่กับใบหน้าในภาพเดียวกัน เอกสารบางอย่างอาจแตกต่างกันไปในแต่ละโบรกเกอร์ จึงควรตรวจรายการล่าสุดจากหน้าเว็บของโบรกเกอร์นั้นโดยตรง
ชื่อบนบัตร ชื่อบนบัญชีธนาคาร และชื่อที่กรอกในใบสมัครต้องเป็นชื่อเดียวกันทั้งหมด ถ้าบัญชีธนาคารเป็นชื่อเล่นหรือชื่อภาษาอังกฤษที่ต่างจากบัตร ระบบจะจับคู่ไม่สำเร็จและเจ้าหน้าที่ต้องขอเอกสารเพิ่ม การฝากเงินจากบัญชีของบุคคลอื่นก็ถูกตีกลับด้วยเหตุผลเดียวกัน เพราะโบรกเกอร์ต้องรู้ว่าเงินนั้นมาจากเจ้าของบัญชีเทรดจริง ไม่ใช่จากบุคคลที่สาม
เลขบัญชีธนาคารที่ใช้ฝากและถอนควรเป็นบัญชีเดียวกับที่แนบภาพมา การเปลี่ยนเลขบัญชีภายหลังต้องแจ้งและยืนยันใหม่ ใช้เวลาอีกหนึ่งรอบตรวจสอบ ถ้าตั้งต้นใช้บัญชีเดียวตลอดและสะกดชื่อให้ตรงกันทุกช่อง จะลดจำนวนรอบการขอเอกสารซ้ำได้มาก ค่าใช้จ่ายในขั้นนี้เป็นศูนย์บาท เพราะการยืนยันตัวตนไม่ใช่ค่าธรรมเนียมการเทรด แต่เวลาที่เสียไปคือต้นทุนจริงที่วัดเป็นวัน
การตรวจสอบที่ทำให้ใบสมัครล่าช้า และค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นระหว่างรอ
สาเหตุที่ทำให้ล่าช้าอันดับแรกคือคุณภาพของภาพถ่าย มุมที่ขาด สะท้อนแสง หรือตัวหนังสือเล็กจนอ่านเลขไม่ชัด ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องส่งคำขอใหม่ หนึ่งรอบขอใหม่มักกินเวลาหลายวันทำการ และถ้าเป็นช่วงวันหยุดยาวของธนาคารก็ยิ่งนานขึ้น สาเหตุที่สองคือเอกสารหมดอายุ แม้ภาพจะคมชัดแต่ถ้าวันหมดอายุผ่านไปแล้วก็ใช้ไม่ได้
สาเหตุที่สามคือที่อยู่ไม่ตรงกัน ใบแจ้งหนี้ค่าสาธารณูปโภคที่ใช้ยืนยันที่อยู่ต้องมีชื่อและวันที่ออกไม่เกินระยะที่โบรกเกอร์กำหนด ระยะนี้แตกต่างกันในแต่ละราย จึงต้องอ่านเงื่อนไขของรายนั้น ไม่มีตัวเลขกลางที่ใช้ได้กับทุกโบรกเกอร์ สาเหตุที่สี่คือการตรวจคัดกรองชื่อ ซึ่งเป็นขั้นตอนที่โบรกเกอร์ทำตามกฎหมายและแจ้งผลไม่ได้ทันที
ระหว่างที่ใบสมัครยังไม่ผ่าน เงินที่โอนเข้าไปจะยังเทรดไม่ได้ ถ้าโอน ฿10,000 เข้าไปแล้วรอสามวันทำการ เงินก้อนนั้นก็อยู่นิ่งโดยไม่เกิดดอกเบี้ย และถ้าในสามวันนั้นราคา USD/THB เคลื่อนจาก 36.4500 ไป 36.5500 คิดเป็นการเคลื่อน 0.1000 หรือ 1,000 จุด การรอจึงไม่ใช่แค่เรื่องเวลา แต่เป็นการพลาดช่วงที่ราคาเคลื่อนไปแล้ว ค่าธรรมเนียมการโอนผ่านธนาคารหรือ PromptPay ขึ้นอยู่กับธนาคารและยอดเงิน จึงต้องถามจากธนาคารของตนเอง ไม่ควรใช้ตัวเลขของผู้อื่น
การอ่านทศนิยมบนหน้าจอราคา และผลต่อการนับจุดบน USD/THB
หน้าจอราคาของแต่ละโบรกเกอร์แสดงทศนิยมไม่เท่ากัน บางรายแสดง 36.45 บางรายแสดง 36.4500 ถ้าเห็นเพียงสองตำแหน่ง ตัวเลขที่หายไปคือส่วนที่ใช้คำนวณจุดย่อย การนับจุดจากหน้าจอสองตำแหน่งจึงคลาดเคลื่อนได้ ควรเปิดหน้ารายละเอียดสัญญาของคู่นั้นเพื่อดูว่าหนึ่งจุดคือทศนิยมตำแหน่งใด
บน USD/THB ที่ราคา 36.4500 ถ้าแสดงสี่ตำแหน่ง การขยับจาก 36.4500 ไป 36.4501 คือหนึ่งจุดย่อย และการขยับจาก 36.4500 ไป 36.4510 คือสิบจุดย่อย ขนาดสถานะ 0.10 ล็อต ให้ค่าประมาณ ฿1 ต่อจุดย่อย ดังนั้นสิบจุดย่อยคิดเป็น ฿10 ขนาด 1.00 ล็อต ให้ค่าประมาณ ฿10 ต่อจุดย่อย ดังนั้นสิบจุดย่อยคิดเป็น ฿100 ตัวเลขนี้เป็นค่าประมาณก่อนหักสเปรดและค่าคอมมิชชัน
ถ้าไม่แน่ใจว่าหน้าจอแสดงกี่ตำแหน่ง ให้ทดสอบด้วยสถานะเล็กที่สุดที่โบรกเกอร์นั้นอนุญาต แล้วสังเกตว่ากำไรขาดทุนขยับกี่บาทต่อการเคลื่อนหนึ่งขั้น การรู้ค่าต่อจุดของตนเองทำให้ประเมินได้ว่าการรอใบสมัครหลายวันมีต้นทุนเป็นบาทเท่าไร และช่วยให้อ่านตัวเลขบนหน้าจอตรงกับที่ใช้คำนวณจริง ไม่ใช่ตัวเลขที่ปัดแล้ว
หนึ่งจุดบน USD/THB คิดเป็นเงินบาทเท่าไร
| ขั้นตอน | จำนวน | หมายเหตุ |
|---|---|---|
| ขนาดสัญญาหนึ่งล็อตมาตรฐาน | 100,000 หน่วย | ขนาดสัญญามาตรฐานของ USD/THB |
| หนึ่งจุดของ USD/THB | 0.0001 | ทศนิยมตำแหน่งที่สี่ของราคา 36.4500 |
| มูลค่าหนึ่งจุดต่อหนึ่งล็อตมาตรฐาน | ฿10 | 100,000 x 0.0001 = 10 บาท |
| มูลค่าหนึ่งจุดต่อ 0.10 ล็อต | ฿1 | 10 บาท หารด้วย 10 |
| เงินฝากขั้นต่ำที่พบได้ทั่วไป | แตกต่างกันไปในแต่ละโบรกเกอร์ | ไม่มีตัวเลขกลาง ต้องอ่านเงื่อนไขของโบรกเกอร์นั้น |
| ค่าธรรมเนียมการถอนผ่าน PromptPay หรือโอนผ่านธนาคาร | แตกต่างกันไปในแต่ละโบรกเกอร์ | บางรายคิดเป็นบาทต่อครั้ง บางรายคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ |
โบรกเกอร์อาจปัดเศษราคา คิดค่าสเปรดหรือค่าคอมมิชชันเพิ่ม และอาจมีค่าธรรมเนียมการแปลงสกุลเงินเมื่อฝากหรือถอน ตัวเลขจริงจึงขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละราย
ทำครั้งเดียว ทีละขั้น
ต่อไปนี้คือลำดับการเตรียมเอกสารและยื่นใบสมัคร ทำครั้งเดียวตามลำดับ เพื่อลดจำนวนรอบการขอเอกสารซ้ำ
- 01
เตรียมภาพบัตรให้เห็นครบทั้งใบ
ถ่ายบัตรประชาชนหรือหนังสือเดินทางบนพื้นเรียบในที่แสงสว่างพอ ให้เห็นขอบทั้งสี่ด้านและเลขครบทุกตัว หลีกเลี่ยงแสงสะท้อนจากหลอดไฟหรือแฟลช ตรวจว่าวันหมดอายุยังเหลือเวลาอยู่
- 02
เตรียมภาพบัญชีธนาคารที่ตรงชื่อ
ถ่ายหน้าสมุดบัญชีหรือหน้าจอแอปธนาคารที่เห็นชื่อและเลขบัญชีชัดเจน ชื่อต้องตรงกับบัตรและกับช่องชื่อในใบสมัคร ถ้าใช้หลายบัญชี ให้เลือกบัญชีเดียวสำหรับฝากและถอน
- 03
กรอกใบสมัครด้วยชื่อเดียวกันทุกช่อง
กรอกชื่อ นามสกุล และที่อยู่ให้เหมือนบัตรทุกตัวอักษร รวมถึงช่องที่อยู่ซึ่งต้องตรงกับเอกสารยืนยันที่อยู่ ตรวจก่อนกดส่งหนึ่งรอบ เพราะแก้ทีหลังต้องเริ่มรอบตรวจใหม่
- 04
ยื่นเอกสารและรอผลการตรวจ
ส่งภาพทั้งหมดในครั้งเดียวเพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่ต้องขอเพิ่ม ระหว่างรอ อย่าเพิ่งโอนเงินก้อนใหญ่เข้าไป เพราะยังเทรดไม่ได้และเงินจะอยู่นิ่ง
- 05
ตรวจทศนิยมบนหน้าจอราคาก่อนเทรด
เปิดหน้าจอ USD/THB แล้วดูว่ามีทศนิยมกี่ตำแหน่ง ถ้าเห็นเพียงสองตำแหน่ง ให้เปิดหน้ารายละเอียดสัญญาเพื่อดูนิยามของหนึ่งจุดในคู่นั้น
- 06
ทดสอบขนาดเล็กเพื่อดูค่าต่อจุด
เปิดสถานะขนาดเล็กที่สุดที่อนุญาต แล้วสังเกตว่ากำไรขาดทุนขยับกี่บาทต่อการเคลื่อนหนึ่งขั้น บันทึกตัวเลขนั้นไว้ใช้ประเมินก่อนเปิดสถานะขนาดใหญ่ขึ้น
ข้อผิดพลาดที่คนส่วนใหญ่ทำตรงนี้
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือการส่งภาพถ่ายเอกสารที่มุมขาด สะท้อนแสง หรือชื่อไม่ตรงกับบัญชีธนาคารที่ใช้ฝากเงิน ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องขอเอกสารใหม่และใบสมัครล่าช้าออกไปหลายวัน ควรถ่ายให้เห็นเอกสารทั้งใบในที่ที่มีแสงสว่างพอ และใช้ชื่อเดียวกันทุกที่ตั้งแต่ต้น นอกจากนี้ควรตรวจว่าหน้าจอแสดงราคาของโบรกเกอร์แสดงทศนิยมกี่ตำแหน่ง เพราะถ้าแสดงเพียงสองตำแหน่ง ราคาที่เห็นจะไม่ใช่ราคาที่ใช้คำนวณจุดจริงตรวจสอบตัวเอง
ถ้าเปิดสถานะ 0.10 ล็อตบน USD/THB ราคาเคลื่อนไป 20 จุด คิดเป็นเงินบาทเท่าไร
หนึ่งจุดต่อ 0.10 ล็อตเท่ากับ ฿1 ดังนั้น 20 จุด x ฿1 = ฿20
ถ้าเปิดสถานะ 1.00 ล็อตมาตรฐาน ราคาเคลื่อนไป 20 จุด คิดเป็นเงินบาทเท่าไร
หนึ่งจุดต่อหนึ่งล็อตมาตรฐานเท่ากับ ฿10 ดังนั้น 20 จุด x ฿10 = ฿200
ทำไมการยืนยันตัวตนจึงทำให้ใบสมัครล่าช้าได้
เพราะโบรกเกอร์ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลต้องตรวจว่าเอกสารเป็นของเจ้าของบัญชีจริง ถ้าภาพไม่ชัด ชื่อไม่ตรง หรือเอกสารหมดอายุ ต้องขอใหม่และใช้เวลาตรวจเพิ่ม
คำถามที่มักตามมา
ถ้าถ่ายภาพบัตรประชาชนแล้วมุมขาด ต้องทำอย่างไรต่อ
โบรกเกอร์จะส่งคำขอเอกสารใหม่ทางอีเมลหรือในหน้าสถานะใบสมัคร ต้องถ่ายใหม่ให้เห็นบัตรทั้งใบในที่ที่มีแสงสว่างพอ และไม่ให้มีเงาสะท้อนบนตัวอักษรหรือเลขบัตร หนึ่งรอบขอใหม่มักกินเวลาหลายวันทำการ จึงควรตรวจภาพก่อนส่งทุกครั้ง ถ้าภาพผ่านตั้งแต่รอบแรกจะไม่มีรอบนี้เกิดขึ้นเลย
ชื่อในบัญชีธนาคารเป็นชื่อเล่น ใช้ยืนยันตัวตนได้ไหม
โดยทั่วไปใช้ไม่ได้ เพราะโบรกเกอร์ต้องจับคู่ชื่อบนบัตรประชาชนกับชื่อบนบัญชีธนาคารให้ตรงกัน ถ้าบัญชีธนาคารเป็นชื่อเล่นหรือสะกดต่างจากบัตร ระบบจะจับคู่ไม่สำเร็จและเจ้าหน้าที่ต้องขอเอกสารเพิ่ม ทางที่ลดรอบได้คือใช้บัญชีธนาคารที่ชื่อตรงกับบัตรตั้งแต่ต้น หรือเปลี่ยนชื่อบัญชีกับธนาคารก่อนเริ่มสมัคร
ระหว่างรอใบสมัครผ่าน โอนเงินเข้าไปแล้วเทรดได้เลยหรือไม่
ยังเทรดไม่ได้จนกว่าใบสมัครจะผ่านการยืนยันตัวตน เงินที่โอนเข้าไปจะอยู่นิ่งโดยไม่เกิดดอกเบี้ย ถ้าโอน ฿10,000 แล้วรอสามวันทำการ ระหว่างนั้นราคา USD/THB อาจเคลื่อนไปโดยที่ยังไม่ได้เปิดสถานะใด ๆ การรอจึงมีต้นทุนเป็นโอกาสที่ราคาเคลื่อนไปแล้ว ไม่ใช่แค่เวลาที่ผ่านไป
ค่าธรรมเนียมการโอนเงินผ่านธนาคารหรือ PromptPay คิดเท่าไร
ตัวเลขนี้ขึ้นอยู่กับธนาคารและยอดเงินที่โอน จึงไม่ควรใช้ตัวเลขของผู้อื่นเป็นมาตรฐาน ต้องถามจากธนาคารของตนเองโดยตรง บางธนาคารคิดตามยอด บางธนาคารคิดแบบเหมา และบางช่วงอาจมีโปรโมชันที่ไม่เหมือนกัน ค่าใช้จ่ายส่วนนี้ไม่เกี่ยวกับค่าธรรมเนียมการเทรดของโบรกเกอร์
ทำไมราคาที่เห็นบนหน้าจอจึงมีทศนิยมไม่เท่ากันในแต่ละโบรกเกอร์
บางโบรกเกอร์แสดงราคาเพียงสองตำแหน่ง เช่น 36.45 ซึ่งไม่ใช่ราคาที่ใช้คำนวณจุดจริง ถ้าต้องการนับจุดบน USD/THB ต้องดูว่าหน้าจอแสดงทศนิยมกี่ตำแหน่ง ราคาที่ใช้คำนวณจริงมักแสดงสี่ตำแหน่งขึ้นไป ถ้าเห็นไม่ครบ ตัวเลขจุดที่คำนวณได้จะคลาดเคลื่อน ควรตรวจก่อนเปิดสถานะทุกครั้ง
ถ้าเปลี่ยนเลขบัญชีธนาคารภายหลัง ต้องทำอะไร
ต้องแจ้งโบรกเกอร์และยืนยันตัวตนใหม่กับบัญชีใหม่ ใช้เวลาอีกหนึ่งรอบตรวจสอบ และระหว่างนั้นการฝากหรือถอนอาจทำไม่ได้ ถ้าจำเป็นต้องเปลี่ยนจริง ควรเตรียมภาพหน้าสมุดบัญชีหรือภาพหน้าจอแอปธนาคารที่เห็นชื่อและเลขบัญชีชัดเจนไว้ล่วงหน้า การตั้งต้นด้วยบัญชีเดียวตลอดจึงลดจำนวนรอบการขอเอกสารซ้ำได้มาก
In ประเทศไทย
- หน่วยเงินที่ใช้ในบทเรียน
- บาท (THB) เขียนเป็น ฿
- หน่วยงานกำกับดูแล
- SEC Thailand
- คู่เงินที่ใช้ในตัวอย่าง
- USD/THB ราคาประมาณ 36.4500
- มูลค่าหนึ่งจุดต่อหนึ่งล็อตมาตรฐาน
- ฿10 (100,000 x 0.0001)
- ช่องทางฝากถอนที่พบบ่อย
- โอนผ่านธนาคารและ PromptPay
คำที่ใช้ในหน้านี้
- การยืนยันตัวตน
- ขั้นตอนที่โบรกเกอร์ตรวจว่าเอกสารที่ส่งมาเป็นของเจ้าของบัญชีจริง ไม่ใช่ของบุคคลอื่น ขั้นตอนนี้ไม่มีค่าธรรมเนียมเป็นบาท แต่ใช้เวลาเป็นวันจึงเป็นต้นทุนที่วัดเป็นเวลา
- จุด
- หน่วยนับการเคลื่อนของราคา บน USD/THB หนึ่งจุดต่อ 0.10 ล็อตเท่ากับ ฿1 และหนึ่งจุดต่อหนึ่งล็อตมาตรฐานเท่ากับ ฿10 ตัวเลขนี้ใช้คำนวณกำไรหรือขาดทุนเป็นบาท
- ล็อตมาตรฐาน
- ขนาดสถานะหนึ่งหน่วยที่โบรกเกอร์ใช้เป็นมาตรฐาน บน USD/THB หนึ่งล็อตมาตรฐานคิดหนึ่งจุดเป็น ฿10 ถ้าเปิด 0.10 ล็อต ตัวเลขจะลดลงเหลือ ฿1 ต่อจุด
- ทศนิยมบนหน้าจอราคา
- จำนวนตำแหน่งหลังจุดที่หน้าจอแสดงราคา บางโบรกเกอร์แสดงเพียงสองตำแหน่งซึ่งไม่ใช่ราคาที่ใช้คำนวณจุดจริง ควรดูว่าหน้าจอของโบรกเกอร์นั้นแสดงกี่ตำแหน่งก่อนนับจุด
- การตรวจคัดกรองชื่อ
- ขั้นตอนที่โบรกเกอร์ตรวจรายชื่อตามกฎหมายก่อนอนุมัติใบสมัคร ขั้นตอนนี้แจ้งผลทันทีไม่ได้ จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ใบสมัครล่าช้าโดยที่ผู้สมัครทำอะไรผิดไม่ได้
- วันทำการ
- วันที่ธนาคารและเจ้าหน้าที่ทำงานตามปกติ ไม่นับวันหยุดสุดสัปดาห์และวันหยุดยาวของธนาคาร หนึ่งรอบขอเอกสารใหม่มักกินเวลาหลายวันทำการ จึงควรรวบรวมเอกสารให้ครบก่อนส่ง
สิ่งที่ควรจดจำ
- การยืนยันตัวตนไม่มีค่าธรรมเนียมเป็นบาท แต่ใช้เวลาเป็นวัน และเวลาที่เสียไประหว่างรอคือต้นทุนจริง
- ชื่อบนบัตร ชื่อบนบัญชีธนาคาร และชื่อในใบสมัครต้องตรงกันทุกช่อง การใช้บัญชีเดียวตลอดลดจำนวนรอบขอเอกสารซ้ำได้มาก
- ภาพถ่ายที่มุมขาด สะท้อนแสง หรือเอกสารหมดอายุ เป็นสาเหตุที่ทำให้ต้องเริ่มรอบตรวจใหม่
- ระหว่างรอใบสมัครผ่าน เงินที่โอนเข้าไปยังเทรดไม่ได้ และราคา USD/THB อาจเคลื่อนไปแล้วโดยที่ยังไม่ได้เปิดสถานะใด ๆ