เกิดอะไรขึ้นเมื่อคุณกด Buy
หนึ่งจุดบน USD/THB ขนาด 1 สแตนดาร์ดล็อตมีค่า ฿10 (100,000 คูณ 0.0001) ตัวเลขนี้จะโผล่มาอีกครั้งตอนคิดกำไรขาดทุนและตอนคิดต้นทุน
เป้าหมายไม่ใช่ให้คุณเทรดเป็นในบทเดียว แต่ให้คุณเห็นว่าค่าใช้จ่ายแต่ละก้อนผูกอยู่กับขั้นตอนไหน และทำไมการเทรดไม่ใช่เรื่องง่าย
เส้นทางของคำสั่ง Buy จากหน้าจอถึงสถานะเปิด
เมื่อคุณกด Buy แพลตฟอร์มไม่ได้ซื้อเงินจริงทันที แต่จะส่งคำสั่งไปยังระบบของโบรกเกอร์ก่อน ระบบนั้นจะตรวจว่าคุณมีเงินในบัญชีพอสำหรับขนาดที่สั่งหรือไม่ จากนั้นจึงส่งคำสั่งต่อไปยังผู้ให้สภาพคล่องซึ่งเป็นฝ่ายเสนอราคา ราคาที่คุณเห็นบนหน้าจอจึงเป็นราคาที่ระบบเลือกจับคู่ให้ ไม่ใช่ราคาที่คุณกำหนดเอง
การจับคู่เกิดขึ้นที่ฝั่งราคาที่แพงกว่าสำหรับฝั่งที่คุณเลือก เสมอเมื่อคุณเปิด Buy คุณจะได้ราคา ask ซึ่งสูงกว่า mid อยู่เท่ากับสเปรด ณ ขณะนั้น ตัวอย่างเช่นถ้า mid อยู่ที่ 36.4500 และสเปรด 15 จุด ราคา ask จะอยู่ที่ 36.4515 ขนาด 0.20 ล็อต ส่วนต่าง 15 จุดนี้คิดเป็น ฿30 ที่ติดลบในสถานะของคุณทันทีที่เปิด
เมื่อจับคู่เสร็จ สถานะเปิดจะถูกบันทึกพร้อมราคาเข้า ขนาด และทิศทาง สถานะนี้ไม่ใช่กำไรหรือขาดทุนที่ล็อกไว้จนกว่าจะปิด ราคาที่วิ่งไปมาระหว่างที่ยังเปิดอยู่จะเปลี่ยนมูลค่าตามจริง แต่ตัวเลขนั้นยังไม่เกิดขึ้นจริงจนคุณกดปิด สิ่งที่เกิดขึ้นจริงตอนเปิดคือสเปรดที่คุณจ่ายไปแล้วผ่านราคาเข้า
ค่าใช้จ่ายแต่ละก้อนผูกกับขั้นตอนไหน
สเปรดคือค่าใช้จ่ายที่เกิดตอนจับคู่คำสั่ง มันถูกหักไปแล้วในราคาเข้าโดยที่คุณไม่เห็นเป็นรายการแยก คิดเป็นเงินบาทได้จากจำนวนจุดคูณมูลค่าต่อจุดของขนาดที่คุณใช้ ถ้าสเปรด 15 จุด บน 0.20 ล็อต มูลค่าต่อจุดคือ ฿2 จึงเป็น ฿30 ที่หายไปก่อนราคาจะขยับเลย
ค่าธรรมเนียมหรือค่าคอมมิชชันเป็นอีกก้อนที่บางโบรกเกอร์คิด บางรายไม่คิด ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละราย จึงบอกเป็นตัวเลขตายตัวไม่ได้ ตัวเลขนี้มักถูกเรียกเก็บตอนเปิดหรือตอนปิดสถานะ แล้วแต่ข้อกำหนด ค่าถือสถานะข้ามคืนเป็นก้อนที่เกิดเฉพาะเมื่อคุณถือสถานะข้ามเวลาที่กำหนดของโบรกเกอร์นั้น
การเข้าใจว่าก้อนไหนเกิดตอนไหนช่วยให้คุณคำนวณจุดคุ้มทุนได้ตามจริง จุดคุ้มทุนไม่ใช่ราคาเข้า แต่เป็นราคาที่ห่างจากราคาเข้าเท่ากับค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่จ่ายไปแล้ว ถ้าค่าใช้จ่ายรวม ฿30 บน 0.20 ล็อต ราคาต้องขยับไปในทางที่คุณได้เปรียบ 15 จุดก่อนที่คุณจะเริ่มมีกำไรสุทธิ
ทำไมตัวเลขบนหน้าจอจึงไม่เท่ากับเงินในกระเป๋า
กำไรหรือขาดทุนที่แสดงระหว่างเปิดสถานะเป็นเพียงการประเมินตามราคาปัจจุบัน ยังไม่ถูกล็อกจนกว่าจะปิด ราคาที่ใช้ปิดคือฝั่งตรงข้ามกับตอนเปิด ถ้าคุณเปิด Buy ด้วย ask ตอนปิดคุณจะได้ bid ซึ่งต่ำกว่า mid อยู่เท่ากับสเปรดอีกครั้ง ค่าใช้จ่ายจึงเกิดสองทางคือตอนเข้าและตอนออก
การปัดทศนิยมเป็นอีกจุดที่ทำให้ตัวเลขต่างจากที่คิดด้วยมือ โบรกเกอร์แต่ละรายอาจปัดราคาต่างกันในหลักสุดท้าย ผลต่างอาจดูเล็กแต่สะสมเมื่อขนาดสถานะใหญ่ขึ้น ตัวเลข ฿2 ต่อจุดที่คำนวณจาก 0.20 ล็อตจึงเป็นค่าอ้างอิง ไม่ใช่ค่าที่การันตีว่าจะได้ตรงทุกครั้ง
การเทรดมีความเสี่ยงและไม่มีวิธีใดรับประกันกำไรได้ ราคาอาจเคลื่อนสวนทางกับที่คาดไว้ และการขาดทุนอาจเกินกว่าค่าใช้จ่ายที่คำนวณไว้ได้ สิ่งที่บทเรียนนี้ทำได้คือทำให้คุณเห็นโครงสร้างค่าใช้จ่ายชัดขึ้น เพื่อให้ตัดสินใจได้ด้วยข้อมูลของตัวเอง ไม่ใช่ด้วยความหวังว่าราคาจะไปทางใดทางหนึ่ง
หนึ่งคำสั่ง Buy ขนาด 0.10 ล็อต บน USD/THB ที่ 36.4500
| ขั้นตอน | จำนวน | หมายเหตุ |
|---|---|---|
| ขั้นที่ 1 คำสั่งออกจากแพลตฟอร์ม | 0 บาท | การส่งคำสั่งเองยังไม่คิดเงิน ค่าใช้จ่ายจะเกิดตอนจับคู่ราคา |
| ขั้นที่ 2 จับคู่ที่ราคาหนึ่ง | 36.4500 | ราคาที่คำสั่งถูกจับคู่ ใช้เป็นจุดอ้างอิงของสถานะเปิด |
| ขั้นที่ 3 กลายเป็นสถานะเปิด | 0.10 ล็อต | ขนาด 0.10 ล็อต บน USD/THB เทียบเท่า 10,000 หน่วยของเงินสกุลแรก |
| ค่าของหนึ่งจุดบนขนาดนี้ | ฿1 | หนึ่งจุดบน 1 สแตนดาร์ดล็อตคือ ฿10 ดังนั้น 0.10 ล็อตคือ ฿10 คูณ 0.10 |
| ขั้นที่ 4 ปิดสถานะที่ราคา 36.4550 | 36.4550 | ต่างจากราคาเปิด 50 จุด (36.4550 ลบ 36.4500 เท่ากับ 0.0050) |
| ผลก่อนหักค่าใช้จ่าย | ฿50 | 50 จุด คูณ ฿1 ต่อจุด เท่ากับ ฿50 |
| สเปรดที่สมมติไว้ 10 จุด | ฿10 | 10 จุด คูณ ฿1 ต่อจุด ตัวเลขจริงแตกต่างกันไปในแต่ละโบรกเกอร์ |
| ผลหลังหักสเปรด | ฿40 | ฿50 ลบ ฿10 เท่ากับ ฿40 ยังไม่รวมค่าธรรมเนียมอื่นถ้ามี |
โบรกเกอร์แต่ละรายอาจปัดทศนิยมต่างกัน คิดสเปรดคนละแบบ และอาจมีค่าธรรมเนียมหรือค่าถือสถานะข้ามคืนเพิ่ม ตัวเลขทั้งหมดนี้จึงเป็นตัวอย่างการคำนวณ ไม่ใช่ข้อเสนอหรือการรับประกันผลลัพธ์
ทำครั้งเดียว ทีละขั้น
สี่ขั้นตอนต่อไปนี้อธิบายลำดับที่คำสั่ง Buy หนึ่งคำสั่งเดินผ่าน ตั้งแต่ตรวจสอบจนถึงปิดสถานะ โดยใช้ USD/THB ที่ราคาราว 36.4500 และขนาด 0.20 ล็อต เป็นตัวอย่างตลอดทั้งสี่ขั้น
- 01
ตรวจสอบขนาดและเงินที่ต้องใช้
เริ่มจากดูว่าขนาดที่คุณจะสั่งคือ 0.20 ล็อต และมีเงินในบัญชีพอสำหรับหลักประกันที่โบรกเกอร์กำหนดหรือไม่ มูลค่าต่อจุดของขนาดนี้คือ ฿10 คูณ 0.20 เท่ากับ ฿2 ต่อจุด ตัวเลขนี้จะใช้ตลอดการคำนวณที่เหลือ
- 02
อ่านสเปรดก่อนกด Buy
ดูว่าสเปรด ณ ขณะนั้นกี่จุด แล้วคูณด้วย ฿2 ต่อจุด ถ้าสเปรด 15 จุด ค่าใช้จ่ายตอนเข้าคือ ฿30 ราคา ask ที่คุณจะได้จะสูงกว่า mid เท่ากับสเปรดนั้น ตัวเลขจริงแตกต่างกันไปในแต่ละโบรกเกอร์และแต่ละช่วงเวลา
- 03
กด Buy แล้วบันทึกราคาเข้า
เมื่อกด ระบบจะจับคู่ที่ราคา ask และสร้างสถานะเปิดทันที บันทึกราคาเข้าและขนาดไว้ เพราะตัวเลขเหล่านี้คือฐานของการคำนวณทั้งหมด สถานะที่เปิดจะแสดงกำไรหรือขาดทุนตามราคาที่วิ่งไปมา แต่ยังไม่ถูกล็อก
- 04
ติดตามราคาเทียบจุดคุ้มทุน
จุดคุ้มทุนคือราคาที่ห่างจากราคาเข้าเท่ากับค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่จ่ายไปแล้ว ถ้าค่าใช้จ่ายรวม ฿30 ราคาต้องขยับ 15 จุดในทางที่คุณได้เปรียบก่อนที่กำไรสุทธิจะเริ่มนับ ระหว่างนี้ตัวเลขบนหน้าจอยังเป็นการประเมิน ไม่ใช่เงินจริง
- 05
กดปิดสถานะ
เมื่อปิด ระบบจะจับคู่ที่ราคา bid ซึ่งต่ำกว่า mid เท่ากับสเปรดอีกครั้ง ค่าใช้จ่ายตอนออกจึงเกิดเพิ่มจากตอนเข้า กำไรหรือขาดทุนจะถูกล็อก ณ ราคานั้น และกลายเป็นเงินจริงในบัญชี หักด้วยค่าธรรมเนียมหรือค่าถือสถานะข้ามคืนถ้ามี
- 06
ตรวจสอบรายการหลังปิด
ดูรายการเดินบัญชีเทียบกับที่คำนวณไว้ ว่าสเปรด ค่าธรรมเนียม และการปัดทศนิยมตรงกับที่คิดหรือไม่ ตัวเลขอาจต่างจากที่คำนวณด้วยมือเล็กน้อยเพราะแต่ละโบรกเกอร์ปัดราคาต่างกัน การตรวจสอบนี้ช่วยให้คุณรู้ต้นทุนจริงของตัวเอง
ข้อผิดพลาดที่คนส่วนใหญ่ทำตรงนี้
หลายคนคิดว่ากด Buy แล้วได้กำไรทันทีที่ราคาเปิด แต่ราคาที่ใช้เปิดสถานะมักเป็นฝั่งที่แพงกว่าสำหรับฝั่งที่คุณเลือก ทำให้เริ่มต้นด้วยส่วนต่างติดลบอยู่แล้ว ทางที่ดีคือดูก่อนว่าสเปรดกี่จุดและคิดเป็นเงินบาทเท่าไรก่อนกดปุ่ม แล้วจึงตัดสินใจว่าขนาดสถานะที่เหมาะกับคุณคือเท่าไร การเทรดมีความเสี่ยงและไม่มีวิธีใดรับประกันกำไรได้ตรวจสอบตัวเอง
ถ้าเปิด Buy ขนาด 0.20 ล็อต บน USD/THB หนึ่งจุดมีค่ากี่บาท
หนึ่งจุดบน 1 สแตนดาร์ดล็อตคือ ฿10 ดังนั้น 0.20 ล็อตคือ ฿10 คูณ 0.20 เท่ากับ ฿2 ต่อจุด
ถ้าราคาเปิดที่ 36.4500 แล้วปิดที่ 36.4520 ขนาด 0.20 ล็อต ได้กำไรกี่บาทก่อนหักค่าใช้จ่าย
ต่างกัน 20 จุด (36.4520 ลบ 36.4500 เท่ากับ 0.0020) คูณ ฿2 ต่อจุด เท่ากับ ฿40 ก่อนหักสเปรดและค่าธรรมเนียมอื่น
ถ้าสเปรดในจังหวะนั้นเท่ากับ 15 จุด บนขนาด 0.20 ล็อต คิดเป็นเงินบาทเท่าไร
15 จุด คูณ ฿2 ต่อจุด เท่ากับ ฿30 ตัวเลขจริงแตกต่างกันไปในแต่ละโบรกเกอร์และแต่ละช่วงเวลา
คำถามที่มักตามมา
ทำไมราคาที่ได้ตอนกด Buy ถึงไม่เท่าราคาที่เห็นบนหน้าจอ
ราคาที่เห็นกลางหน้าจอคือราคา mid ซึ่งอยู่กึ่งกลางระหว่างราคาซื้อและราคาขาย เมื่อคุณเปิด Buy ระบบจะจับคู่ที่ราคา ask ซึ่งสูงกว่า mid อยู่เท่ากับสเปรดในจังหวะนั้น ถ้า mid อยู่ที่ 36.4500 และสเปรด 15 จุด ราคาเข้าของคุณคือ 36.4515 ส่วนต่างนี้ไม่ใช่ค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บแยก มันถูกหักไปแล้วในราคาเข้า จึงเป็นเหตุผลที่สถานะของคุณเริ่มต้นด้วยส่วนต่างติดลบทันทีที่เปิด
ถ้าเปิดสถานะแล้วราคาไม่ขยับเลย จะขาดทุนเท่าไร
ถ้าราคาไม่ขยับเลยแล้วคุณปิดสถานะทันที คุณจะเสียค่าใช้จ่ายที่จ่ายไปแล้วตอนเปิดเป็นอย่างน้อย สมมติสเปรด 15 จุด บนขนาด 0.20 ล็อต มูลค่าต่อจุดคือ ฿2 ดังนั้นก้อนนี้คือ ฿30 ถ้าโบรกเกอร์ของคุณคิดค่าคอมมิชชันเพิ่ม ตัวเลขนี้ก็สูงขึ้นอีก ตัวเลขจริงแตกต่างกันไปในแต่ละโบรกเกอร์และแต่ละช่วงเวลา จึงควรตรวจเงื่อนไขของบัญชีที่คุณใช้ก่อนคำนวณ
จุดคุ้มทุนคำนวณจากอะไร ไม่ใช่ราคาเข้าใช่ไหม
จุดคุ้มทุนคือราคาที่ห่างจากราคาเข้าเท่ากับค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่คุณจ่ายไปแล้ว ไม่ใช่ราคาเข้าเอง ถ้าค่าใช้จ่ายรวม ฿30 บนขนาด 0.20 ล็อต ราคาต้องขยับไปในทางที่คุณได้เปรียบ 15 จุดก่อนที่คุณจะเริ่มมีกำไรสุทธิ ระหว่างเปิดสถานะ ตัวเลขกำไรหรือขาดทุนที่แสดงเป็นการประเมินตามราคาปัจจุบัน ยังไม่ถูกล็อกจนกว่าจะปิด
ค่าใช้จ่ายก้อนไหนเกิดตอนเปิด และก้อนไหนเกิดตอนปิด
สเปรดเกิดตอนจับคู่คำสั่ง คือตอนเปิดสถานะ และถูกหักไปแล้วในราคาเข้าโดยไม่แสดงเป็นรายการแยก ค่าธรรมเนียมหรือค่าคอมมิชชันบางโบรกเกอร์คิด บางรายไม่คิด และอาจเรียกเก็บตอนเปิดหรือตอนปิดแล้วแต่ข้อกำหนด ส่วนค่าถือสถานะข้ามคืนเกิดเฉพาะเมื่อคุณถือสถานะข้ามเวลาที่โบรกเกอร์นั้นกำหนด การรู้ว่าก้อนไหนเกิดตอนไหนช่วยให้คุณคำนวณจุดคุ้มทุนได้ตามจริง
ทำไมตัวเลขที่คำนวณด้วยมือถึงไม่ตรงกับที่แพลตฟอร์มแสดง
โบรกเกอร์แต่ละรายอาจปัดทศนิยมต่างกันในหลักสุดท้ายของราคา ผลต่างอาจดูเล็กแต่สะสมเมื่อขนาดสถานะใหญ่ขึ้น มูลค่าต่อจุดที่คำนวณได้จึงเป็นค่าอ้างอิง ไม่ใช่ค่าที่การันตีว่าจะได้ตรงทุกครั้ง นอกจากนี้ราคาที่ใช้ปิดคือฝั่งตรงข้ามกับตอนเปิด ถ้าคุณเปิด Buy ด้วย ask ตอนปิดคุณจะได้ bid ซึ่งต่ำกว่า mid อยู่เท่ากับสเปรดอีกครั้ง ค่าใช้จ่ายจึงเกิดสองทางคือตอนเข้าและตอนออก
เงินในบัญชีถูกตรวจตอนไหน และถ้าไม่พอจะเกิดอะไรขึ้น
เมื่อคุณกด Buy แพลตฟอร์มจะส่งคำสั่งไปยังระบบของโบรกเกอร์ก่อน ระบบนั้นจะตรวจว่าคุณมีเงินในบัญชีพอสำหรับขนาดที่สั่งหรือไม่ ถ้าไม่พอ คำสั่งจะไม่ถูกส่งต่อไปยังผู้ให้สภาพคล่อง ซึ่งเป็นฝ่ายเสนอราคา ราคาที่คุณเห็นบนหน้าจอจึงเป็นราคาที่ระบบเลือกจับคู่ให้ ไม่ใช่ราคาที่คุณกำหนดเอง การเทรดมีความเสี่ยงและไม่มีวิธีใดรับประกันกำไรได้
คำที่ใช้ในหน้านี้
- สเปรด
- ส่วนต่างระหว่างราคาซื้อกับราคาขาย ณ ขณะหนึ่ง คิดเป็นจำนวนจุดและกลายเป็นค่าใช้จ่ายที่ถูกหักไปแล้วในราคาเข้า ไม่ได้เรียกเก็บเป็นรายการแยก
- ราคา mid
- ราคากลางที่อยู่กึ่งกลางระหว่างราคาซื้อและราคาขาย ราคาที่คุณเห็นบนหน้าจอส่วนมากคือราคานี้ ไม่ใช่ราคาที่คุณจะได้จริงตอนเปิดสถานะ
- สถานะเปิด
- บันทึกที่ระบบสร้างขึ้นเมื่อคำสั่งถูกจับคู่แล้ว ประกอบด้วยราคาเข้า ขนาด และทิศทาง ระหว่างที่ยังเปิดอยู่ ราคาที่วิ่งไปมาจะเปลี่ยนมูลค่าตามจริง แต่ยังไม่ถูกล็อกจนกว่าจะปิด
- จุด
- หน่วยเล็กสุดของการขยับราคาที่ใช้ในตัวอย่างนี้ บน USD/THB ขนาด 1 สแตนดาร์ดล็อต หนึ่งจุดมีค่า ฿10 ตัวเลขนี้ใช้คูณกับขนาดสถานะเพื่อคิดเป็นเงินบาท
- จุดคุ้มทุน
- ราคาที่ห่างจากราคาเข้าเท่ากับค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่จ่ายไปแล้ว ไม่ใช่ราคาเข้าเอง เมื่อราคาขยับไปถึงจุดนี้ คุณจึงเริ่มมีกำไรสุทธิ
สิ่งที่ควรจดจำ
- คำสั่ง Buy ผ่านสี่ขั้นตอน คือส่งคำสั่ง ตรวจเงินในบัญชี จับคู่ที่ราคาหนึ่ง แล้วบันทึกเป็นสถานะเปิด ซึ่งจบลงเมื่อคุณปิด
- ค่าใช้จ่ายผูกกับขั้นตอน สเปรดเกิดตอนจับคู่ ค่าธรรมเนียมแล้วแต่โบรกเกอร์ และค่าถือข้ามคืนเกิดเฉพาะเมื่อถือข้ามเวลาที่กำหนด
- ราคาเข้าคือฝั่งที่แพงกว่าสำหรับฝั่งที่คุณเลือก สถานะจึงเริ่มด้วยส่วนต่างติดลบเท่ากับสเปรด และค่าใช้จ่ายเกิดอีกครั้งตอนปิด